สหปฏิบัติฯ Blog

เรื่องเหนือสามัญวิสัย อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเทวดา

เรื่องเหนือสามัญวิสัย อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเทวดาในแง่มุมของพระพุทธศาสนา อิทธิปาฏิหาริย์ก็ดี เทพเทวดา ก็ดี จะมีจริงหรือไม่นั้น ถ้าหากเราถือตามตัวอักษรในพระไตรปิฏก รวมทั้งในพระพุทธประวัติ เราจะเห็นว่ามีระบุอยู่ทั่วไปในคัมภีร์ ก็คงยืนยันได้ว่า “มี” แต่การที่เราจะพิสูจน์ว่าเทพเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจลึกลับว่ามีจริงหรือไม่นั้น ยากที่จะทำให้คนทั้งหลายยอมรับหรือเห็นพ้องเป็นคำตอบเดียวกันได้   พระพุทธศาสนาไม่ประสงค์ให้ผู้คนเชื่อถือและงมงายในสิ่งเหล่านี้ ทั้งนี้ “พระพุทธศาสนากล้าท้าให้สิ่งเหล่านี้มีจริง เป็นจริง โดยประกาศอิสรภาพให้แก่มนุษย์ ท่ามกลางความมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้”  การที่เราจะพิสูจน์ว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงหรือไม่นั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่าในกรณีที่มีอยู่จริง สิ่งเหล่านั้นมีฐานะอย่างไรต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และอะไรคือความสัมพันธ์อันถูกต้องระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหล่านั้น และเพื่อให้รู้ถึงความเกี่ยวข้องของมนุษย์ เทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างไรนั้น เราควรเปิดใจในการศึกษาต่อสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรและจำเป็นที่เราจะต้องพึงศึกษาให้รู้แจ้ง หากแต่ไม่ควรรีบปฏิเสธด้วยเพียงการใช้ “ความเห็น” เนื่องจากความเห็นไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” เพราะความเห็นนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน...

บทนำ

ปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการผลิตสินค้าและบริการของโลกตะวันตก ซึ่งมักจะมุ่งเน้นแต่ความเจริญทางด้านวัตถุเสียเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งวัฒนธรรมและค่านิยมของชาวต่างประเทศได้แพร่เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดอ่านของเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าปัจจุบันสินค้าและบริการต่างๆที่ผลิตออก สู่ตลาด ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปในแนวทางที่ผลิตเพื่อสนองกิเลส  ตัญหากันมากขึ้น โดยมีวัยรุ่นเป็นเป้าหมายทางการตลาดที่สำคัญ เป็นเหตุให้วัฒนธรรมและอารยธรรมที่ดีงามของประเทศถูกบดบังอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเยาวชนในปัจจุบันยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ กฎแห่งกรรม และยังขาดความเข้าใจในหลักการ หรือแก่นที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่รู้จักพระพุทธศาสนาแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น  web site นี้กระผมได้รวบรวมเขียนขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ที่ต้องการให้ทุกคน โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ของชาติ หันมาพิจารณาสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เขาอาจมองข้ามไปหรือยังเข้าไม่ถึง หรือเข้าถึงแต่ยังไม่ดีพอนั่นก็คือ พระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติไทยการปฏิบัติธรรมโดยยึดหลัก สะดวก สบาย ง่าย ประหยัด  ไม่ยึดติดอุปาทาน และให้เยาวชนคนรุ่นใหม่  ได้เข้าใจถึงเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพ เทวดา   ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ว่ามีอยู่จริง แต่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง...

เรื่องของคนที่เกิดมาหลายภพหลายชาติ

สิ่งแรกที่เราต้องรู้คือการเข้าใจ เมื่อเรายอมรับว่ากรรมมีจริง มีภพชาติจริง ก็คือกงเกวียนกรรมเกวียน กรรมเก่าเกี่ยวเก่า  อดีตชาติของเราซึ่งนับไม่ถ้วนชาตินั้น ล้วนเกี่ยวพันกับคนและสิ่งมีชีวิตทั้งนั้น  คน ตลอดจนสัตว์เหล่านั้นเคยมาเกี่ยวพันกับเรา ติดค้าง เกี่ยวข้องกับเราในชาตินี้ ด้วยเงื่อนไขใด ซับซ้อนพิศวงเพียงใดเราไม่สามารถทราบได้ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของภพชาติที่เกิดมา คนบางคนเกิดมาน้อยชาติความซับซ้อนของกลไกกรรมยังน้อย ชีวิตของเขาก็ย่อมที่จะผ่านพ้นวิกฤตและสามารถแก้ไขกลไกกรรมได้ไม่ยากนัก คนกลุ่มนี้ได้แก่กลุ่มที่ขอเรียกในที่นี้ว่ากลุ่มที่เทวดาพามาเกิด  บุคคลกลุ่มนี้ แค่ประกอบพิธีกรรมธรรมดา ก็ทำให้การ ถอดรหัสกรรม รหัสเวร หรือแก้ปัญหาต่างๆได้ การแก้ปัญหาทำได้ไม่ยากและไม่ซับซ้อน แค่ทำบุญและอุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย  ชีวิตก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้ คนกลุ่มนี้ชีวิตจึงดูราบเรียบ แต่บุญเก่าที่จะมาส่งเสริมชีวิตก็มักจะมีน้อยอยู่ด้วยเหมือนกัน ตรงกันข้ามกับคนที่เกิดมานับไม่ถ้วนชาติ กลไกกรรมยุ่งยาก ซับซ้อน มีความเกี่ยวโยงหรือเกี่ยวข้องกับคน สัตว์ เทวดา...

ความรัก 3 ระดับ (Three levels of Love)

ความรัก ๓ ระดับ            หากเราพูดถึงคำว่าบุพเพสันนิวาส หลายคนก็อาจจะคุ้นชินกับคำในเนื้อเพลงซึ่งมักจะร้องกันอยู่ทั่วไปตามงานแต่งงาน  หลายคนเข้าใจว่า บุพเพสันนิวาสคือคู่รักที่ชอบพอกัน แล้วมีโอกาสได้แต่งงานกันอย่างมีความสุข  ในขณะเดียวกันก็ได้วาดภาพความฝันไว้สวยหรูว่าชีวิตคู่นั้นจะต้องมีความสุขและสมหวังในทุกๆเรื่อง  ซึ่งอาจจะถูกต้องแต่ก็อาจจะยังถูกไม่ทั้งหมด เนื่องจากความรักเป็นลักษณะของอารมณ์ในเบื้องต้น แต่ยังมีความจริงที่แอบแฝงอยู่ในสัจธรรม  นั่นก็คือมีสิ่งที่อยู่เหนือสามัญวิสัย แอบแฝง ซ่อนเร้น และปิดบังอำพรางความรักของเราไว้   ในที่นี้เราสามารถกล่าวได้ว่า สิ่งที่อยู่เหนือสามัญวิสัยนั้นคือ “พรหมลิขิต” ซึ่งจะคอยลิขิตและกำกับให้ชีวิตคู่ของแต่ละคนนั้น ประสบความสำเร็จหรือบางครั้งก็ล้มเหลว บ้างผิดหวัง บ้างอกหัก บ้างก็บ้านแตก สาแหรกขาด ซึ่งถ้าเราสามารถศึกษาหาความรู้ และทำความเข้าใจในเรื่องของบุพเพสันนิวาส ในแง่มุมของสัจธรรมให้กระจ่างชัดขึ้นแล้ว ก็จะทำให้เรื่องของการมี “บ้านเล็กบ้านน้อย” จนเกิดปัญหา “บ้านแตก” นั้นคงจะลดลงได้ไม่น้อยทีเดียว                             ความรักนั้นไม่มีขอบเขต...

ชนกกรรม และสัญญากรรม

            เรื่องของชนกกรรมนั้นหากแปลโดยตรงในความหมายคือ “ กรรมพ่อ”หมายถึงกรรมที่ถูกเลือกสรร เป็นกรรมที่ส่งให้เรามาเกิด ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละคน โดยชนกกรรมจะเป็นตัวชี้บ่งว่าเราจะเกิดมาหน้าตาดี หรือไม่ดี ปกติหรือผิดปกติ ผู้หญิงหรือผู้ชาย เกิดมาในตระกูลดี หรือยากจน ชนชาติไหน ชนกกรรมจึงเกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิสนธิ การได้ผู้ชนะโดย Sperm  1  ใน Sperm หลายสิบล้านตัว ซึ่งแต่ละตัวได้ถูกกำหนดเพศ หน้าตาไว้ ตามหลักพันธุ์กรรมเปรียบเสมือนต้องเลือกสรรกรรมเก่าจากหกสิบล้านภพ มาเลือกสรรเกิดในชาตินี้  ตามกฎของการเกิด ส่วนสัญญากรรมนั้นหากจะเปรียบเทียบกับองค์พรหมนั้นอุปมาเทียบได้กับองค์พรหมภาคนั่ง อันหมายถึงพรหมลิขิตที่กำหนดชีวิตเราให้เป็นไปตามชะตาชีวิตของบุคคลนั้นๆ ให้มากระทำกิจตามสัญญากรรม ต้องมาพบ มาเจอสรรพสิ่งที่ได้เคยมีกรรมร่วมกันมา ซึ่งพรหมลิขิตชีวิตของแต่ละคนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสัญญากรรมของแต่ละคนที่ได้กระทำมาในอดีตชาติ และเมื่อเรามาเกิดแล้วชีวิตเราก็จะถูกกำกับให้เป็นไปตามชนกกรรมตามที่ชะตาชีวิตกำหนด อุปมาดั่งองค์พรหมภาคยืนหรือพญายม ซึ่งจะเป็นผู้ที่จะคอยกำกับชีวิตเราให้ไปตามทิศทางที่กำหนดไว้ตามพรหมลิขิต ทั้งนี้จะละเอียดอ่อนแค่ไหนขึ้นอยู่กับสัญญากรรมของแต่ละคน...

กลไกกรรม (Karma mechanism)

            เมื่อคนเราเกิดมานับไม่ถ้วนชาติ เราคงต้องยอมรับว่าในอดีตชาตินั้น เราคงจะต้องมีคนที่เกี่ยวข้องกับเรามา ลึกซึ้งซับซ้อนไม่เท่ากัน  ซึ่งบางคนมีเงื่อนไขกรรมที่แตกต่างกัน คนที่มาแวดล้อมเราในชาตินี้อาจเคยเกิดเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน คนรัก ฯลฯ กับเรามาก่อนพอมาถึงชาตินี้ ในเบื้องต้นเราคงไม่ทราบว่าใครเคยเป็นใครมาก่อน หรือไม่ทราบเงื่อนปมเหล่านั้น  เราคงเคยก่อกรรมดี และกรรมชั่วเอาไว้โดยรวมแล้วนับไม่ถ้วนชาติทับถมกันอยู่มากมาย  เราคงต้องเคยแต่งงานและให้คำมั่นสัญญากับใคร ที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเนื้อคู่ ซึ่งก็คงมีอยู่โดยรวมทุกชาติและคงจะมีอยู่หลายคนด้วยเช่นกัน  ดังนั้นเมื่อมาถึงชาตินี้ผู้เกี่ยวข้องกันและผู้ที่จะต้องมาพบกันในชาตินี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องชดเชย ชดใช้กันและกัน ด้วยเบ้าหลอมของพรหมลิขิตใหม่ เพราะชาตินี้เรามีทั้งบุญและบาปที่เกี่ยวโยง เกี่ยวพันกับคนหลายคนและถูกดึงดูดให้มาพบกัน เราจะรับแต่บุญของเราไปอย่างเดียวโดยไม่ใช้กรรมที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้เบื้องต้นเราไม่สามารถรู้ได้ถึงกลไกกรรมหรือเหตุการณ์ในอนาคตว่าอะไรจะเกิดขึ้น...

สัญชาตญาณ จิตวิญญาณ ปัญญาญาณ

          ที่สุดของธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้นเราถือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ  นั่นหมายถึงมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่สามารถพัฒนาจิตตนเองได้ สามารถพัฒนาจิตให้ละเอียดถึงระดับจิตวิญญาณได้ นั่นคือมนุษย์เป็นภพภูมิเดียวเท่านั้นที่สามารถพัฒนาตนเองให้ไปสู่พระนิพพานได้ และ ในทางตรงข้าม มนุษย์ก็เป็นภพภูมิเดียวอีกเช่นกันที่สามารถตกลงไปสู่ภพภูมินรกที่ต่ำที่สุดคืออเวจีได้ โดยสิ่งที่จะมากำกับจิตมนุษย์ให้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้องไม่ตกต่ำลงไปก็คือ  “ปัญญา”โดยจิตเป็นผู้ทำให้เกิดปัญญา แล้วปัญญาก็จะย้อนกลับมากำกับจิต สัญชาตญาณนั้นเป็นสภาวะจิตขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต เช่นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิต ในกลไกของสิ่งมีชีวิตนั้นสัญชาตญาณนั้นจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากระบบประสาทอัตโนมัติส่วนก้านสมองเป็นส่วนที่ควบคุม โดยก้านสมองนี้เป็นระบบระบบประสาทพื้นฐานของสัตว์ทั่วไป ในแง่ของสัจธรรมสัญชาตญาณนั้นขึ้นอยู่กับ พันธุ์กรรม พฤติกรรม และวิบากกรรม ซึ่งสัญชาตญาณมักจะเกิดร่วมกับระบบประสาทที่เรียกว่า”ระบบลิมบิก” (limbic system) ซึ่งอยู่เหนือก้านสมอง และฝังอยู่ใจกลางของก้อนสมองมนุษย์  บางคนจึงเรียกว่าสมองชั้นใน  ตรงศูนย์กลางคือ”ไฮโปทาลามัส” (hypothalamus) เล็กราวเมล็ดถั่ว เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของระบบลิมบิก  มันทำหน้าที่ควบคุมความหิวกระหาย การนอนหลับ พฤติกรรมทางเพศ และอารมณ์ของคนเรา ...

การสร้างสมดุลของร่างกาย

              เนื่องจากมนุษย์นั้นถือเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีคุณสมบัติต้องกินอาหารได้ หายใจได้ เจริญเติบโตได้ และสามารถสืบพันธุ์ได้ ถ้าคนเราไม่มีวิญญาณคือไม่มีตัวรู้และตัวรู้สึก เราก็คงไม่ต่างจากวัตถุทั่วๆไป ถึงเราจะมีเซลประสาทในสมองมากมาย แต่หากไม่มีวิญญาณมาสถิต หรือวิญญาณออกจากร่างไปย่อมไม่มีการเคลื่อนไหวของระบบไฟฟ้าอย่างเป็นระบบครบวงจรได้อย่างต่อเนื่อง การทำงานของระบบประสาท ระบบฮอร์โมนก็จะไม่สมบูรณ์ หากวิญญาณออกจากร่างไปอันเพราะกายเนื้อแตกทำให้รูปขันธ์เสียสมดุลวิญญาณก็คงต้องทิ้งสังขารเราก็คงต้องตายหรือไม่ก็ กลายเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิงนิทรา ไม่สามารถรับรู้ใดๆได้อีก เหลือไว้แต่เพียงรูปขันธ์ ที่ทำงานตามเหตุปัจจัย การที่จะทำให้ร่างกายสมดุลเคมีได้นั้น ร่างกายต้องมีอาหารดีครบ ๕ หมู่ คือมีการเติมธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่เสมอ เพื่อใช้เสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกาย ในปริมาณพอดี...

กิเลสมาร มหามารผู้สร้างกรรมเก็บกด

มารในพระพุทธศาสนา เรียกว่า มารทั้ง ๕  ประกอบด้วย ๑. มัจจุมาร  ได้แก่พญามัจจุราชผู้คร่าชีวิต เกิดจากสังขารขาดเมตตาจึงยากที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพระพรหมประจำชีวิตจะสามารถช่วยต่อชะตาชีวิตได้ ๒. กิเลสมาร เป็นตัวก่อกวนจิตที่สำคัญ ได้แก่กิเลส ๑,๕๐๐ ตัณหา ๑๐๘ โดยเฉพาะความโลภ ความโกรธ ความหลงที่เกินงาม เกินกว่าสัญญากรรมที่พึงมีได้ จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเป็นกรรมเก็บกด เมื่อถึงกาลเวลาที่กำหนด โดยพลังจิตจากนิสัยร้ายๆที่เคยส่งออกไปด้วยความเร็วจิตทั่วไป สามารถตอบโต้ตีกลับมาในรูปพลังปรมาณู(ความเร็วจิตเกิน c2)จากเจ้ากรรมนายเวร อภิสังขารมาร และเทวบุตรมารที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังขารของเราสามารถเปลี่ยนพลังเป็นวัตถุที่ทำให้เกิดขันธ์เป็นพิษ เช่นเนื้องอก เส้นเลือดในสมองแตก ฯลฯ ได้ ๓. ขันธ์มาร มารคือขันธ์ ๕ ซึ่งขันธ์ ๕ ของเรา...

การบริหารกรรม และสัญญากรรม/Karma management and promised karma

          หากเราเข้าถึงกฎแห่งกรรมได้ เราก็มีสิทธิที่จะบริหารกรรมของเราเอง ในขณะเดียวกันการปล่อยชีวิตของเราให้เป็นไปตามยถากรรม ย่อมจะทำให้ไม่เป็นผลดีกับชีวิตเราและครอบครัวของเราได้ ทั้งนี้เราต้องปฏิบัติและต้องศึกษาให้รู้ถึงกลไกกรรม ในขณะเดียวกัน เราก็จำเป็นต้องรู้สัญญาในวิบากกรรม หรือชนกกรรมที่ส่งเรามาเกิด แล้วจึงดำเนินชีวิตในทิศทางตามที่ชนกกรรมกำหนด ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาชีวิตโดยตรง ในขณะเดียวกันก็เป็นการการเบี่ยงเบนกรรม ลดกรรม หรือจำกัดกรรมให้อยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้ ถึงชาตินี้เราจะเป็นคนดี แต่เจ้ากรรมนายเวรเราก็คงไม่ยกโทษให้เราง่ายๆ  ดังนั้นเกมกลกรรมจึงถือว่าเป็นการใช้กรรมทางเลือก เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้กรรม เพื่อที่จะนำมาบริหารการใช้กรรมของเรา หรืออย่างน้อยเราก็ต้องรับรู้และยอมรับว่ากรรมนั้นเป็นสิ่งที่เราได้เคยทำมาเองในอดีตชาติทั้งสิ้น และเราต้องรู้เท่าทันตามความเป็นจริง  Karma management and promised karma          If we understand the...