สหปฏิบัติฯ Blog

เมตตาต้านครุกรรม

เมื่อเราพัฒนาจิตให้เป็นความรักที่บริสุทธิ์และอยู่ในระดับสูงสุดสู่ความรักระดับอัปปมัญญาพรหมได้แล้ว  จิตระดับนี้จะเป็นสัญญาที่สามารถข้ามภพข้ามชาติได้  จิตเมตตาระดับอัปปมัญญาพรหมนี้จะสามารถน้อมรับคณะเทพทุกชั้น สูงสุดจนได้ถึงระดับมหาเทพให้มาคุ้มครองรักษาเราได้  แต่อาจเกิดมีผลข้างเคียงมากระทบ กล่าวคือมีความเสน่ห์หาจากเทพเทวดาที่ยังอยู่ในกามาวจรภูมิ เข้ามาเจือปนในรักบริสุทธิ์ระดับวิญญาณของเราได้ เนื่องจากยังมีเทพยดาที่ยังไม่สามารถละกิเลส  ตัณหาได้หมด  ดังนั้นจึงอาจมาแฝงจิตดลใจทำให้จิตของเราที่มีเมตตาต่อบุคคลนั้นๆ อาจจะมีจิตที่มีความเสน่ห์หาเข้ามาเจือปนได้  ซึ่งเป็นความรักที่มีเมตตาที่มีความใคร่ปนอยู่ด้วย  และเมื่อมาผสมกับกิเลส ตัณหา กับสัญญากรรมในอดีตภพด้วยแล้ว ก็ยิ่งที่จะมีความเอนเอียงไปในทางที่เกิดความรักผสมความใคร่ได้ง่ายขึ้น  อันจะเป็นเหตุทำให้มหาเทพลงมาได้ไม่เต็มองค์  และยิ่งถ้าเรามีตัววางเฉยหรืออุเบกขาที่ยังไม่มั่นคง ก็จะทำให้แพ้ครุกรรมได้  ทั้งนี้เมตตาที่เรามีต่อบุคคลนั้นๆจะต้องมีความสมดุลกัน ระหว่างตัวฤทธิ์และตัวรู้ไม่แปรจิตไปสู่ความใคร่ในบางวาวะการในเกมกลกรรม จึงจะสามารถมีกำลังต้านความรุนแรงของครุกรรมได้ การหมั่นเจริญเมตตาให้หมั่นฝึกเจริญให้เมตตาออกมาจากจิตวิญญาณ หรือจากวิญญาณแท้ข้างในจะสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตเราให้ดีขึ้นได้ เช่นการแผ่เมตตาปารถนาให้ผู้อยู่พ้นทุกข์หรือได้รับอนิสงส์ผลบุญที่ได้ทำมา หากอธิษฐานให้ดีแผ่เมตตาให้ออกมาจากวิญญาณของเราจริงๆ เรียกออกมาจากจิตวิญญาณ หากผนวกกับบุญเก่าของเราในอดีต กับอันเชิญบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาร่วมช่วยกัน ก็จะเกิดเป็นภาวะอัปปมัญญาพรหมอันถือเป็นองค์ฌานระดับหนึ่ง จะสามารถปรับปรุง แก้ไขชะตาชีวิตได้ แม้กระทั่งคำสาบาน ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนไปเป็นอธิษฐานได้...

อุเบกขา และ เมตตาปะทะครุกรรม

ในความเป็นจริงในปัจจุบัน คนที่ยังไม่มีความมั่นคงในพรหมวิหาร ๔  เมื่อโดนสิ่งใดมากระทบหรือที่เรียกว่ามีผัสสะ ทั้งในทางบวกหรือทางลบ คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ ก็มักจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์เหล่านั้นได้ บ้างก็ปล่อยจิตใจให้ฟูฟ่องดีใจ หรือไม่ก็จิตใจแฟบห่อเหี่ยว หากเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้วางเฉยได้ เมื่อมีกรรมมากระทบ หรือปล่อยให้จิตของเราล่องลอยไปตามยถากรรม ย่อมไม่เป็นผลดีกับเราทั้งสิ้น ทั้งกับสิ่งที่อยู่ในสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย เพราะฉะนั้นการควบคุมอารมณ์ให้ได้และ การรู้เท่าทันจิต ด้วยสติที่ต้องมีอุเบกขานั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการต้านกรรม โดยเฉพาะกรรมหนัก เช่นครุกรรม ขณะเดียวกัน การทำจิตให้อยู่ในอุเบกขา ถือเป็นด่านแรกของจิตใจเราในขั้นตอนการรับรู้  หากจิตฟู หรือ แฟบ ใจเราย่อมไม่มีทางสงบ เรียกว่าจิตร้อนจึงเป็นสุขได้ยาก ดังนั้นพรหมวิหาร๔  จึงถือได้ว่าเป็นปราการสำคัญในการต้านกรรม              อุเบกขา คือ  การที่เรามีความรู้แจ้งแทงตลอด เข้าใจในเรื่องกฎแห่งกรรม...

ความกตัญญูปรับปรุงแก้ไขชะตากรรม และอาถรรพ์ในชีวิต

เนื่องจากความตัญญูกตเวที จะทำให้จิตใจผู้นั้นจดจ่อในลักษณะจิตที่สูง เกิดเป็นสมาธิ และเกิดเป็นอำนาจจิตจากกุศลกรรม จิตจะถูกน้อมนำเข้าสู่จิตตานุภาพตามธรรมชาติ และน้อมรับมหาเทพโดยอัตโนมัติ  ดังนั้นเราจึงควรฝึกจิตของเราจนเป็นนิสัย ทั้งกาย วาจา  ใจ ปฏิบัติตนในการกระทำทุกสิ่งให้ออกมาจากใจจริง ไหลออกมาเอง ทั้งความจงรักภักดิ์ดี  ความจริงใจ  ความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้  โดยเฉพาะความกตัญญู ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีจิตสำนึกสาธารณะจะเป็นฐานสำคัญในการนำพาชีวิตผ่านพ้นภัยและจะช่วยแก้อาถรรพ์ชีวิตได้  ในขณะเดียวกัน เราก็ควรตรวจสอบสัญญากรรม จากสัญญาณเตือน หรือ ด้วยองค์ฌาน องค์ญาณที่เราปฏิบัติได้  แต่ถ้าหากเราไม่ทำตามเพราะไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ก็เท่ากับเราอกตัญญูต่อสัญญากรรม  ถ้าหากเราต้องการจะเข้าถึงความกตัญญู เราก็คงต้องหาเยื่อของเก่า เพื่อเสริมใยใหม่  เสริมความรู้ที่ได้นั้น...

มหาเทพปะทะครุกรรม

กรณีที่เรากำลังเผชิญอยู่กับครุกรรม ซึ่งเป็นกรรมหนักนั้น  ในบางครั้งคณะเทพเองก็ไม่มีฤทธิ์มากพอที่จะสามารถต้านครุกรรมได้  หากเราต้องการที่จะรับมือกับครุกรรมให้ได้  เราจำเป็นต้องมีมหาเทพมาคุ้มครอง ซึ่งเจ้ากรรมนายเวรระดับครุกรรมนี้อาจเรียกได้ว่า เป็น “รังสีแห่งพญายม” ส่งมา  ซึ่งเทวดาที่อยู่ใน ๖ ชั้นฟ้าไม่สามารถต้านทานรังสีแห่งพญายมนี้ได้  ในการต้านครุกรรมนี้ เราจะต้องมี “รังสีแห่งมหาเทพ” เท่านั้น ที่จะมาช่วยในการรับมือกับฝ่ายครุกรรมได้ ซึ่งมหาเทพในที่นี้หมายถึงเทพฝ่ายดี ที่อยู่ในระดับมหาพรหมขึ้นไป นั่นก็คือ “ท่านท้าวมหาพรหมรังสี” และรังสีที่เราได้รับนั้นก็คือ “รังสีแห่งพระพรหม” นั่นเอง ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมีความรู้และความเข้าใจด้วยว่า มหาเทพนั้นไม่ต้องการเครื่องเซ่นไหว้ แต่ต้องการให้เราประพฤติตนอยู่ในศีล ในธรรม และสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติกรรมฐานสู่องค์ฌาน องค์ญาณ เจริญจิตสู่ระดับอัปปมัญญาพรหมเป็นกิจวัติ  ซึ่งเรารวมเรียกว่าเป็นการปฏิบัติบูชา  ดังนั้นเราจะต้องยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้น...

การพัฒนาจิต สู่ภราดรภาพ

เป็นลักษณะวุฒิภาวะของจิต เมื่อถูกพัฒนาตั้งแต่พื้นฐานจนสูงขึ้นไปตามวิถีแห่งการพัฒนาจิตตามขั้นตอนของพระพุทธศาสนา เป็นการรับรู้ เรียนรู้ รวบรวม แยกแยะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังจิต ไสยศาสตร์ เทพ และ ปาฏิหาริย์ ว่าคืออะไร  มาเกี่ยวข้องกับเราเพราะอะไร เป็นการศึกษาจิตวิทยาสู่จิตวิญญาณ โดยรู้จักใช้ธรรมวิจยะมาพัฒนา ให้รู้ว่าชีวิตควรจะเดินหน้าอย่างไร และเพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้ในชีวิตประจำวัน   ทั้งนี้เราต้องรู้จัก ประเมินและพิจารณาตน   พิจารณาจากการเกิดสิ่งที่ผิดปกติในตัวเอง ว่ามีสิ่งบ่งชี้ให้เห็นในชีวิตของเราบ้างหรือไม่ เช่น สอบตก อกหัก หลักลอย คอยงาน สังขารโทรม เราต้องประมาณตนเองว่ามีความรู้ในด้านทางในนี้มากน้อยแค่ไหน การปรึกษาหาผู้รู้มาเป็นผู้ชี้แนะ ก็จะมีส่วนช่วยได้อีกส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันเราก็ต้องรู้จักพัฒนาตัวเอง หมั่นค้นคว้า ศึกษา เรียนรู้...

พลังปราณ ราศี รัศมี รังสี

พลังปราณ ได้แก่เคมีปราณที่พบได้นธรรมชาติทั่วไป และชีวปราณในสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่าชีวปราณโดยเฉพาะชีวปราณซึ่งเป็นพลังที่เกิดจากพลังทางไฟฟ้าที่พัฒนาให้เพิ่มขึ้นได้โดยการใช้สังขาร พลังปราณสามารถพบได้ทั้งพลังปราณภายในตัวเรา และรวมทั้งพลังปราณจากภายนอกจากบุคคล ในวัตถุอื่น ตลอดจนพลังปราณในสถานที่ต่างๆ ก็สามารถส่งผ่านเข้ามา ผสมผสานกับพลังปราณภายในตัวเราได้ พลังปราณส่วนใหญ่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย อีกทั้งพลังปราณยังสามารถถ่ายทอดไปสู่วัตถุ และสถานที่ต่างๆได้ เช่นการปลุกเสกพระเครื่องตลอดจนของขลังต่างๆ รวมทั้งพลังปราณที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆที่เราเคยเข้าไปสัมผัสเป็นต้น     ราศี เกิดจากขบวนการเมตาบอริซึมหรือขบวนการสันดาปให้เกิดพลังงานเมื่อจิตเริ่มนิ่ง รวมถึงพลังงานความร้อนในร่างกาย พลังงานนจล พลังงานศักดิ์ถึงภายในกระดูก ความดันโลหิต ค่าความเป็นกรดด่างในเลือด และปฏิกิริยาอีเลทโตรไลท์ในร่างจนเกิดการเรืองแสงออกมาให้เห็นในรูปแบบของราศีที่ผิวหนัง     รัศมี ทั้งนี้เมื่อฝึกสมาธิกรรมฐานภาวนา จนจิตนิ่ง ดิ่งลึกลงไป ร่างกายจะหลั่งโฮร์โมน endorphin หรือที่เราเรียกว่าฮอร์โมนแห่งความสุข มาปรับสมดุลร่างกายและจะกระตุ้นให้สารอีเลทโตไลท์ สารเคมีในร่างกายทำงานเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มให้พลังปราณหรือรัศมีของเราสูงขึ้น เกิดเห็นเป็นราศีที่บริเวณผิวหนังในเริ่มแรก จากนั้นก็จะเห็นเป็นแสงแผ่ออกเป็นวงรัศมีในรัศมีประมาณ...

คลื่นแสง รังสี คลื่นวิญญาณ รังสีแห่งพรหม

 ในโลกวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับกันว่าสิ่งต่างๆโลกนี้มีเพียง ๒ ชนิดเท่านั้นคือ อนุภาค และคลื่น ความเร็วของคลื่นมีความเร็วเท่ากับแสงคือ ๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ เมตรต่อวินาที และพบว่าอนุภาคสามารถเปลี่ยนไปเป็นคลื่นได้ และคลื่นเองก็แปรกับมาเป็นอนุภาคได้เช่นกัน เทคโนโลยีต่างๆบนโลกใบนี้อยู่พื้นฐานของการใช้ความเร็วแสงทั้งสิ้น แสงเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังโลกของเรา ใช้เวลานานกว่า ๘ นาที แต่ในโลกของวิญญาณนั้นการเดินทางของความคิด ความรัก หรือรังสีวิญญาณนั้นเร็วกว่าแสงมากนัก เรียกได้ว่ากำหนดปุ๊ปก็ถึงดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ในทันที ความเร็วของวิญญาณจึงหลุดขอบเทคโนโลยีปัจจุบัน จึงไม่สามารถมีเครื่องมือใดตรวจจับหรือพิสูจน์คลื่นวิญญาณได้อย่างเปิดเผยด้วยเครื่องมือในปัจจุบัน เรื่องของวิญญาณจึงต้องพิสูจน์จับด้วยวิญญาณของแต่ละคนเอง คือใช้มโนสัมผัสตรวจจับ เรื่องของสิ่งศักย์สิทธิจึงเป็นปัจจัจตัง คือรู้ได้เฉพาะตน เท่านั้น พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาผู้สั่งสอน ให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้อันจะเห็นระบุอยู่ทั่วไปในพระไตรปิฏก การพัฒนารังสีวิญญาณหรือ คลื่นวิญญาณให้ละเอียดจนตรวจจับคลื่นวิญญาณได้ จึงถือเป็นเรื่องท้าทาย การพัฒนาจิตสู่จิตตานุภาพ สู่มโนมยิธิ และสูงสุดสู่อภิญญาญาณ...

การเข้าถึงวิบากกรรม เพื่อชดใช้ด้วยวจีกรรม

 โดยหลังเกิดปฏิสนธิ และปฏิสนธิจิตเริ่มทำงาน จิตจะเริ่มรับรู้หรือผัสสะสิ่งต่างๆจากอายตนะทั้ง ๖ ทั้งจากการฟัง การมอง แต่เมื่อพิจารณาอายตนะทั้ง ๖ แล้ว หากเราต้องการที่จะเจาะลึกจิตให้ถึงระดับวิญญาณ เรียกว่าเจาะให้ถึงวิญญาณด้วยวิธีธรมดาธรรมชาติ การฟังนั้นเห็นจะเป็นวิธีที่ง่ายกว่าวิธีการมองด้วยตาหรือวิธีอื่นๆ โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำในอัครวิธีหรือการใช้ไวพจน์หรือวจีที่ลึกซึ้งกินใจ การพูดไวพจน์ที่ใช้สำนวนโวหารจะทำให้ผู้ฟังเกิดผัสสะแล้วเปลี่ยนเป็นจินตภาพ คิดตามและจินตนาการต่อเนื่อง ก็จะก่อเกิดเป็นสมาธิได้ง่าย ยิ่งเรื่องที่ได้ฟังเป็นเรื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นเรื่องระดับวิญญาณ เช่นเรื่องธรรม เรื่องพุทธประวัติหรือเป็นการเล่นคำคมธรรม โวหารที่ลึกซึงกินใจ สละสรวย หรือสะเทือนอารมณ์  ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นมโนสัญญา อันจะมีโอกาสที่ทำให้จิตผู้ฟังถูกสะกิด หรือกระเทาะล้ำลึกลงไปเร้าอารมณ์ จนเข้าถึงอาเวกในเวทนา จนถึงส่วนลึกสุดของสังขาร และก็จะมีโอกาสลงลึกเข้าไปในระดับจิตใต้สำนึกหรือระดับวิญญาณในระดับเวรกรรมได้ ยิ่งผู้ฟังนั้นมีหูไว ตาไว มีไหวพริบ มีจิตนิ่งระดับวิญญาณตีความแตกฉาน หรือมีกรรมสัมพันธ์กับผู้เล่าด้วยแล้วจะยิ่งเพิ่มโอกาสการเข้าถึงระดับวิญญาณหรือเข้าถึงวิบากกรรมได้เร็วขึ้น เราสามารถชดใช้กรรมกัน...

การชดใช้กรรม การชดเชยกรรมในบุพเพสันนิวาส

โดยปกติคนที่มีกงเกวียนกรรมเกวียน กรรมเก่าเกี่ยวเก่า หากเราไม่มีตัวรู้ในองค์ฌาน องค์ญาณ เราคงไม่มีทางรู้ว่าเราจะต้องชดใช้กรรมกับใครด้วยวิธีไร ยาวนานแค่ไหน การใช้กรรม การชดเชยกรรมให้กันนั้นถือเป็นเงื่อนปมหลักในพรหมลิขิต ซึ่งทุกคนจะต้องเผชิญ แต่น้อยคนนักที่คนเราจะมีตัวรู้ในระดับนี้ บางครั้งการใช้กรรมกลับกลายเป็นไปก่อกรรมทับซ้อนเพิ่มเข้าไปอีก บ้างกับก่อเงื่อนปมใหม่ที่วุ่นวายทับถมเข้าไปมากกว่าชาติก่อนเสียอีก ภูมิธรรมจึงเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐาน เพราะคนที่มีภูมิธรรมอย่างน้อยก็ไม่ไปก่อกรรมก่อเงื่อนปมให้มากขึ้นไปอีก เรื่องของบุพเพสันนิวาสนั้นลึกซึ้งข้ามภพข้ามชาติ จะว่าไปแล้วบุพเพสันนิวาสถือเป็นกุญแจสำคัญของชาติภพแต่มีกี่คนที่ได้แต่งงานกับบุพเพสันนิวาสตัวจริง บ้างก็แต่งไปก่อนกับเจ้ากรรมนายเวร บ้างก็แต่งงานไปก่อนกับคนที่กำหนดเป็นเพียงแค่เพื่อน เนื่องจากเสียท่าเจ้ากรรมนายเวรดลใจจนไขว้เขวกันไปก่อน สำหรับคนที่ได้แต่งงานกับบุพเพสันนิวาสตัวจริงนั้นถือได้ว่าโชคดีมากๆ คนเคยทำบุญทำกรรมร่วมกันมามากรวมนับไม่ถ้วนชาติถึงคราวใช้กรรมก็ใช้ด้วยกัน ถึงคราวรับบุญก็รับด้วยกัน หากไปแต่งกับคนอื่นโอกาสรับบุญก็เลยมีปัญหา มีเงื่อนไข เพราะบุญนั้นๆทำมาด้วยกัน ก็เลยต้อง มารับบุญด้วยกัน คนรักกันอยู่ด้วยกันมาแสงออร่าทั้งสองคนก็เลยจำกันได้ เข้ากันได้ดี หากทำงานก็ควรต้องนั่งใกล้ๆ ควรมีจิตที่ดีต่อกัน กันเวลาอยู่ร่วมกันความรักสะเทือนอารมณ์ไปกระเทาะจิต เร้าลึกถึงวิญญาณเรียกว่า เมื่ออารมณ์รักลึกซึ่งดื่มด่ำจนอาจทะลุไปถึงภวังคจิตของคู่สัญญากรรมได้...

รัก รวย โรค

เรื่องของความรักในพระพุทธศาสนาต่างจากความรักใคร่ทางกิเลสกามอยู่มากนัก เพราะหากเรามีเข้าใจผิดคิดว่าความใคร่คือความรักหรือใช้ความใคร่นำความรักโอกาสตัดสินใจผิดในชีวิตย่อมมีสูง ความรักที่แท้นั้นต้องเกิดมาจากข้างใน หรือจากระดับวิญญาณเป็นหลัก แล้วค่อยมีอารมณ์ มาร่วมทีหลัง เรียกว่าใช้ความรักนำส่วนอารมณ์ใคร่เป็นเพียงสิ่งประกอบเท่านั้น จึงจะเป็นรักที่มีผลต่อพรหมลิขิตในชาติภพ ความรักในพระพุทธศาสนาแท้จริง เทียบได้กับความรักความเมตตา คอยส่งความปารถณาดีให้ซึ่งกันและกัน ปราศจากจิตคิดร้าย ผลประโยชน์แอบแฝง ในพรหมลิขิต ชะตาถูกกำหนดมาต้องมาเผชิญต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค ชีวิตจะรุ่งเรืองมากหรือน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับพรหมลิขิตของแต่ละคน หรือหมายถึงปริมาณบุญเก่าของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันโอกาสแห่งความสำเร็จของแต่ละคนจึงต่างกันด้วย คนที่บุญมากชีวิตย่อมดูสวยงาม ชีวิตสะดวกสบายมีความพร้อมความสุขนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากเราประสงค์ที่จะต่อสู้ชีวิตในชาติภพนี้ของเราจะด้วยการอธิฐานขอหรือด้วยการฉ้อโกงมาจนชีวิตจริงสูงเกินพรหมลิขิตที่กำหนดมา ในขณะที่บุญเรามีอยู่เท่าเดิม ชีวิตเราก็มีโอกาสต้องตกต่ำในด้านอื่นเพื่อชดเชยให้กับเจ้ากรรมนายเวรในชีวิตส่วนที่ได้เกินไป เช่น สุขภาพที่เคยแข็งแรงกับต้องมาอ่อนแอลง เพื่อให้บุญสมดุลกับบาปที่เรามีอยู่นั้น หากเรามีความประสงค์ที่จะให้ชีวิตเราให้สูงกว่าพรหมลิขิตโดยที่ไม่ต้องการให้ชีวิตด้านอื่นทรุด หรือตกต่ำ เราต้องเพิ่มบุญหรือที่เรียกว่าเพิ่มความรัก ความเมตตา เพิ่มสติปัญญาให้รู้แจ้งแทงตลอด เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นหรือที่ว่ารวยขึ้นโดยที่ชีวิตด้านอื่นเช่นสุขภาพไม่ตกลงมา เราก็สามารถชดเชยได้ด้วยการพัฒนาความรักความเมตตาของเราให้สูงที่สุด สู่ความรักความเมตตาระดับอัปมัญญาพรหมไปทดแทน...