Category: บทความธรรม

สัมผัส สัมพัทธ์ สัมพันธ์

          การสัมผัสควรมีตัวรู้ว่าผู้ที่เราจะสัมผัส หรือคลุกคลีด้วยนั้นมีความสัมพันธ์กับเรามาก่อนหรือเปล่า หากพบว่ามีความสัมพันธ์ แล้วจำเป็นต้องสัมผัส เราสามารถเลือกการสัมผัสในลักษณะอารมณ์ฤทธิ์ แล้วใช้อารมณ์ธรรมอันเป็นตัวรู้ คอยประกบตลอดเวลา ทั้งนี้อาจมีอารมณ์มนุษย์ประกอบบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะอารมณ์ฤทธิ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสัมผัส หรือหมายถึงเพิ่มประสิทธิผลในการเข้าถึงวิบากกรรม เพื่อการชดใช้ หรือชดเชยวิบากกรรมให้แก่กัน  ซึ่งการสัมผัสด้วยฤทธิ์เป็นการสร้างอารมณ์กันสุดๆจนเกิดเป็นอารมณ์ในระดับจิตวิญญาณถึงระดับองค์ฌาน อารมณ์ระดับนี้แม้ใช้สัมผัสเพียง ๕๐% ก็สามารถที่จะชดเชย ชดใช้กรรมกันเต็ม ๑๐๐ % ได้ แต่หากสัมผัสด้วยอารมณ์มนุษย์เสีย  ๑๐๐% การชดใช้สัมพัทธ์ก็คงแทบไม่ได้อะไรเลย โดยการสัมผัส สัมพัทธ์ สัมพันธ์ จะต้องอยู่ในปริมาณที่พอดี สอดคล้องกับสัญญากรรมของทั้งสองฝ่าย วิญญาณจึงอิ่มเอมตามสัญญากรรม...

บันได 6 ขั้นของความรัก

       ความรักคือสิ่งใด? เป็นความรู้สึกว่าเราชอบ เรามีความสุขอยากอยู่ใกล้ อยากได้ครอบครอง? การที่เรารู้สึกเช่นนี้ต่อสิ่งนั้นๆเพียงพอไหมที่จะเรียกว่ารัก? การที่เราจะหาคำจำกัดความของความรักได้ เราคงต้องหันกลับมาพิจารณาความรักว่า ความรักควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง อย่างไรจึงจะเรียกว่ารัก ความรักเหมือนหรือต่างจากความใคร่อย่างไร ความรู้สึกอย่างไรจึงจะเรียกว่าหลง การที่เราจะบอกว่าเรารักได้นั้น  แท้จริงแล้วต้องมีทั้งภาคพฤติกรรมและภาควิบากกรรม คือต้องมีความรู้สึกตั้งแต่ระดับอารมณ์พื้นฐาน ระดับจิตใจ จนถึงความรู้สึกระดับในภายใน จึงจะถือว่าเป็นความรักที่สมบูรณ์ ถ้ามีแค่ความรู้สึกหรือแค่ลมปากบอกว่ารักอย่างเดียวแต่ไม่เคยทำพฤติกรรมใดที่ยืนยันว่ารัก แล้วคิดไหมว่าผู้ที่เราบอกว่ารัก เขาจะรู้สึกอย่างไร โดยที่เรายินดีกระทำให้กับคนที่เรารักด้วยความเต็มใจด้วยใจจริง บันได 6 ขั้นของความรักมีดังนี้ คิดถึง ใส่ใจ ห่วงใย เอื้ออาทร เมตตา รัก        เริ่มจากเมื่ออยู่ไกลก็ “คิดถึง”มีความรู้สึกผูกจิตจูงใจถึงอยู่ตลอดสำหรับคนที่ใกล้ชิด...

บุพเพสันนิวาสในพรหมลิขิต

เมื่อพูดถึงคำว่า บุพเพสันนิวาส หลายคนก็อาจจะคิดถึงคำในเนื้อเพลงซึ่งมักจะร้องกันอยู่ทั่วไปตามงานแต่งงาน  หลายคนเข้าใจว่า บุพเพสันนิวาสคือคู่รักที่เคยชอบพอกันในอดีตชาติ แล้วมีโอกาสได้แต่งงานกันอีกครั้งในชาตินี้  ขณะเดียวกันก็ได้วาดภาพความฝันไว้สวยหรูว่าชีวิตคู่นั้นจะต้องมีความสุข  แต่ในความเป็นจริงชีวิตคู่กลับไม่ได้สวยงามอย่างนั้นในทุกคู่ มีหลายคู่ต้องอย่าร้าง ไปไม่ตลอดลอดฝั่ง ดังนั้นการได้เข้าใจเรื่องของกรรมสัมพันธ์ในบุพเพสันนิวาสจึงถือเป็นกุญแจสำคัญในการประคองชีวิต ทั้งนี้“พรหมลิขิต”ได้กำหนดทุกอย่างถูกกำหนดให้มาพบมาเจอคน บุคคล ตั้งแต่คนที่มีกรรมสัมพันธ์น้อย จนถึงกรรมสัมพันธ์ระดับบุพเพสันนิวาสตามช่วงเวลา แตกต่างกันตามกรรมของแต่ละคน นั่นก็คือ ซึ่งจะคอยลิขิตและกำกับให้ชีวิตเราว่าเราจะต้องมาพบเจอใครบ้างในชาตินี้ ถ้าทำบุญมาดีพรหมลิขิตก็กำหนดให้ได้พบเจอกับบุพเพสันนิวาสก่อน ตรงนี้คงไม่มีปัญหา แต่เนื่องจากคนเรามีกรรมบางครั้งพรหมลิขิตก็กำหนดให้ไปพบเจอแต่งงานกับบุพกรรมหรือเจ้ากรรมนายเวรก่อน แล้วจึงมาเจอบุพเพสันนิวาสทีหลัง กรณีเช่นนี้จะก่อปัญหาอย่างมาก การบริหารจัดการบุพเพสันนิวาสในชาติภพนั้น ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเขาผู้นั้นคือคนที่ถือบุญใหญ่ของเราเอาไว้ แม้ว่าชาตินี้อาจมีคนที่เราเคยแต่งงานด้วยมาเกิดอยู่มาหลายคน บางคนอาจมาเกิดเป็นญาติพี่น้อง มาเกิดเป็นเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ แต่จะมีบุพเพสันนิวาสที่เป็นคู่ครองที่กำหนดไว้ในพรหมลิขิตที่เหมาะสมกับเราที่สุดในชาตินี้แอบแฝงอยู่ ซึ่งถือได้ว่าเขาเป็นเงื่อนบุญและเงื่อนกรรมของเราในขณะเดียวกัน หากได้มีโอกาสมารักกันโดยที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้แต่งงานกับใคร แล้วมาแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันชีวิตก็จะพลิกผันไปในทางดีที่สุด...

เกมกลกรรมในบุพเพสันนิวาส

สังคมไทยของเรานั้น มีวัฒนธรรมที่ดีงาม คือรักนวลสงวนตัว ไม่ควรปล่อยตัว ปล่อยใจให้คนรัก เพียงเพราะหลงใหลใฝ่ฝันในระดับอารมณ์พาไปเท่านั้น ไม่ควรประพฤติผิดลูกเมียผู้อื่น รักเดียวใจเดียว ดังนั้นเราจึงควรเลือกแต่งงานกับบุคคล ด้วยความรอบครอบ  เมื่อเลือกแล้วถือเป็นข้อที่ทางโลกยอมรับ การมีชู้นอกใจสังคมไม่ยอมรับ ผลตอบรับทางในอาจไม่คุ้มกับการสูญเสียที่เกิดจากสังคมภายนอก รวมทั้งอาจส่งผลกระทบกับบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างมาก ยิ่งมีลูกกับคู่คนปัจจุบันก่อนด้วยแล้ว เราจึงต้องพยายามวางบุพเพสันนิวาสให้ได้  แล้วปรับเป็นบุพกรรมหรือเป็นเพียงเพื่อนไปในชาตินี้  คนบางคนอาจมีกิเลส  ตัณหา ความใคร่สูงเอง จึงเป็นเหตุให้ไปมี “บ้านเล็ก บ้านน้อย” จนวุ่นวายไปหมด หลายครั้งที่กิเลสตัณหาทำให้เราไปเปิดกรรมใหม่กับคนหลายๆคนที่ไม่เคยมีกรรมสัมพันธ์กันมาก่อน  แล้วจะมาอ้างว่าทุกคนเป็นบุพเพสันนิวาสหมดนั้นคงไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราไม่มีตัวรู้ในระดับองค์ฌานองค์ญาณ ไม่รู้เงื่อนปมต่างๆในพรหมลิขิต เราควรเลือกคู่ครองของเราด้วยสติ ด้วยความรอบครอบ จนถึงความรู้สึกที่ลึกที่สุดที่ผุดโพลงมาจากจิตใจข้างใน  ไม่เลือกโดยใช้อารมณ์เป็นหลัก หรือเลือกตามสภาวะแวดล้อมหรือกองเชียร์ หรือแค่พอใจ...

อำนาจฝัง พลังแฝง

เข้าใจ “แฝงแรก” เพื่อเป้าหมายคือ “แฝงหลัง” อำนาจฝัง-พลังแฝง : ในแฝงแรกข้อมูล : ธวัช คณิตกุล เรียบเรียง : ดร.จอย 13 มิถุนายน 2563 สหปฏิบัติฯ   สรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งมวลต่างเชื่อมโยงสัมพันธกัน เป็นการแสดงออกของ ความหลากหลายแง่มุมของสัจธรรมอันเดียวกัน การรู้และเข้าใจต่อความสัมพันธ์ เชื่อมโยงของสรรพสิ่ง เป็นการเข้าใจต่อสัจธรรมหรือความเป็นธรรมดาของโลก ด้วยสิ่งต่างๆ ล้วนเปลี่ยนแปลง เลื่อนไหลตลอดเวลา สลับสับเปลี่ยนสอดรับซึ่งกัน และกัน เพื่อประสานสอดคล้องให้เกิดความกลมกลืน เฉกเช่น ความอาถรรพ์ในชีวิต มนุษย์ที่ต้องพบกับ อ านาจฝัง-พลังแฝง...

พุทธประวัติ ฉบับสรุป

มหาบุรุษประสูติ            พระนางสิริมหามายาทรงสุบินนิมิตร ๓๒  ประการก่อนตั้งพระครรภ์ แปลโดย ๖๔  พราหม์ ว่าจะมีบุตรเป็นชายที่มีบุญบารมีสูงส่ง หากอยู่เป็นฆารวาสจะได้เป็นจอมจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ แต่หากบวชจะได้เป็นถึงมหาศาสดา ผู้ที่จะเป็นพระมหาบุรุษ ต้องมี การบำเพ็ญบารมี ๓๐  ได้แก่ ๑.     บารมีธรรมดา ๑๐เจตนาขั้นธรรมดาตามปกติวิศัย๒.   อุปบารมี ๑๐  เจตนาเกินขั้นธรรมดาเกินปกติวิศัย จิตใจแรงกล้าเสียสละอวัยวะได้๓.  ปรมัตถบารมี ๑๐  เกินปกติวิศัย จิตใจแรงกล้าเสียสละชีวิตได้ มีคุณสมบัติ ๑๗  ข้อ ขณะพระมหาบุรุษเข้าพระครรภ์ เกิดบุพนิมิตร ๓๒ ประการ ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔...

ศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย

ศาสนาพระศรีอริยเมตไตรยพุทธทำนาย : พระสัพพัญญูทรงทำนายพระสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลพระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูลพระสุบิลเป็นข้อๆพระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูลพระสุบิลเป็นข้อๆเป็นยุคที่จะเหลือแต่คนดีเป็นจำนวนไม่มากนัก ผู้คนมีอายุยืนยาวนาน เป็นยุคที่พระธรรมรุ่งเรืองสุงสุด             “การสูญสิ้นไปของร่างกายในชาตินี้ เพื่อไปเกิดเป็นร่างใหม่ในชาติหน้าบ้านที่แท้จริงของเราไม่ใช่บ้านที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ภพมนุษย์เมื่อเทียบเวลากับเวลาที่เราเวียนว่ายตายเกิดนั้นเทียบกันมิได้อย่ามัวยึดติดกับทรัพย์สิน กิเลสตัณหา ลาภยศสรรเสริญ การก่อกรรมเอาเปรียบผู้คน อันจะทำให้วงเวียนชีวิตยิ่งยาวไกล และซับซ้อนต้องเวียนกันมาเกิดใช้หนี้กัน เป็นกงกรรมกงเกวียนหมุนเวียนกันไปเป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุดพระพุทธเจ้ายังใช้เวลาถึง 6 ปีกว่าจะตรัสรู้ เร่งปฏิบัติ หมั่นทำบุญศึกษาธรรมกันตั้งแต่วันนี้ จึงถือเป็นการไม่ประมาท อย่ารอแก่เฒ่าจึงคิดถึงเวลานั้นก็เวลาหมดแล้ว หากชาติหน้าเกิดมาคิดเช่นนี้อีกโอกาสปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมจะถึงเมื่อไร อย่าประมาทว่าชาตินี้ฉันมีทุกอย่างแล้วหากพรุ่งนี้ยากจน หรือชาติหน้าเกิดยากจนขึ้นมาจะทำอย่างไร ควรดำรงชีวิตตั้งอยู่บนความไม่ประมาทเถิด”               การทำทานด้วยธรรมถือเป็นการทำทานที่มีอานิสงส์สูงสุด          “ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง         ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”

ปรินิพพาน

แรงแห่งกรรมในอดีตชาติ             แรงแห่งกรรมในอดีตชาตินายจุนนะถวาย สูกรมัททวะ พระองค์กล่าวว่า ท่านจงฝังสูกรมัททวะที่เหลือเสียในหลุม เรายังไม่เห็นบุคคลใดในโลก พร้อมด้วยเทวโลก มารโลก พรหมโลกที่บริโภคสุกรมัททวะนี้แล้ว จะย่อยไปได้ดีนอกจากตถาคตทรงอนุโมทนาแล้วเสด็จกลับอัมพวัน ทรงเลือกกรุงกุสินารา เป็นสถานที่ปรินิพพานด้วยเหตุผล ๓  ประการ๑.      พระองค์จะได้แสดง สุทัศนสูตร ถ้าไปปรินิพพานที่เมืองอื่นก็จะไม่ได้ทรงแสดง๒.    ทรงหวังว่าจะได้โปรดสุภัททปริพาชก ซึ่งเป็นพุทธเวไนย คือต้องพระองค์เท่านั้นที่โปรดได้ สาวกใดก็โปรดไม่ได้ และสุภัททปริพาชกก็ได้บวชเป็นพระสุภัททภิกษุ และได้บรรลุอรหันต์เป็นคนสุดท้ายในสมัยที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่๓.     หากพระองค์ปรินิพพานที่เมืองอื่นจะเกิดสงครามแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ            พระองค์ทรงกล่าวกับพระอานนท์ว่า จงอย่าประมาท และจะปราศจาคกิเลสตัญหาในวันปฐมสังคายนาแน่นอน พระปัจฉิมเทศนา   พระวาจาเป็นวาระสุดท้าย         สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จสีหไสยาสน์ใต้ต้นรังคู่ พระปัจฉิมเทศสนา พระวาจาเป็นครั้งสุดท้าย “อย่าวิตกว่าเมื่อสิ้นศาสดาแล้วพระปริยัติธรรมจะสิ้นตามอันว่าพระธรรม ๘ หมื่น ๔ พันพระธรรมขันธ์ พระธรรมวินัยมหาวินัย หรือ...

อัครสาวกปรินิพพาน

อัครสาวกปรินิพพาน ( อัครสาวกกำหนดกาลนิพพานก่อนพระพุทธเจ้า )พระราหุลกำหนดปรินิพพาน                          กำหนดที่ ดาวดึงส์สถานเทวโลกพระอัญญาโกฑัญญะกำหนดปรินิพพาน               กำหนดที่ สระฉัททันต์ในป่าหิมพานต์พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกำหนดปรินิพพาน               กำหนดกาลนิพพานที่บ้านอันเป็นที่เกิดพระสารีบุตรกราบทูลพระบรมศาสดาเพื่อจาริกสู่นาลันทคาม พระโคดมตรัสขอให้ธรรมเทศนากับภิกษุรุ่นน้องก่อน พระสารีบุตรจึงเหาะขึ้นไปบนอากาศทำการเทศนาแล้วกลับลงมาไหว้ศาสดา รวม ๗ ครั้ง  แล้วทำประทักษิณครบ ๓ รอบ นมัสการครบ ๔ ทิศก่อนกราบทูลลา  พระสารีบุตรจาริกสู่นาลันทคามพระสารีบุตรเพื่อประสงค์ที่จะโปรดนางสารีพราหมนีผู้เป็นมารดาก่อน พระสารีบุตรทูลลาเพื่อปรินิพพานในห้องที่มารดาคลอดออกมาโดยมีเทวดาลงมากราบไหว้หลายท่านมิได้ขาด ทั้งท้าวมหาราชทั้ง๔ ผู้คอยรักษาพระครรภ์สมัยพระพุทธองค์มาจุติ    ท้าวสักกเทวราช ผู้ที่ถือบาตรตามเสด็จพระโคดมตอนเสด็จลงจากเทวโลก รวมทั้งท้าวมหาพรหมผู้นำตาข่ายทองมารองรับครั้งพระพุทธองค์ประสูติ พระสารีบุตรเทศนาพระมารดาจนบรรลุโสดาปัตติผล ครั้นรุ่งอรุณพอดี พระธรรมบดีสารีบุตรก็เข้าสู่ปรินิพพานธาตุ  ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ จากนั้นพระจุนทะนำอัฐิกลับ พระโคดมให้สร้างพระเจดีย์เป็นอนุสาวรีย์ไว้ในพระเชตุวันแห่งนั้นสืบไป พระโมคคัลานะกำหนดปรินิพพาน                  ครั้งนั้นพระโมคคัลลานะเสด็จไปจำพรรษาที่...

เสด็จลงจากเทวโลก

เสด็จลงจากเทวโลก                 มหาชนต้องการพบสมเด็จพระบรมศาสดาพระมหาโมคลานะแจ้งข่าวการเสด็จสู่มนุษย์โลกแก่มหาชนครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๑ สมเด็จพระศาสดาทรงปราวณาออกพรรษา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดง ยมกปาฎิหารย์เปิดโลก วันที่เสด็จสู่มนุษยโลก ที่ใกล้ประตูเมืองสังกัสสนครห่างจากกรุงสาวัตถี๓๐  โยชน์ท้าวโกสีย์สุชัมบดี เนรมิต บันใด 3 ชนิด๑.   บันใดทอง สำหรับเทวดา อยู่เบื้องขวา๒.   บันใดเงิน  มหาพรหม อยู่เบื้องซ้าย๓.   บันใดแก้ว  สำหรับตถาคต อยู่กลาง         ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีสว่างทั่วปฐพีขณะเสด็จลงมนุษย์ นรก และเทพต่างมองเห็นกันและกันหมด ทรงแสดงพระสัทธรรมเทศนา  เหล่ามวลประชาได้บรรลุมรรคผล ๓๐ โกฏิ  พร้อมภิกษุบริวารพระสารีบุตรทั้ง ๕๐๐ ได้วิมุติสำเร็จหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น            พระปัญญานุภาพของพระสารีบุตร...