Category: ธรรมประยุกต์ทันยุคสมัย

ชนกกรรม และสัญญากรรม

            เรื่องของชนกกรรมนั้นหากแปลโดยตรงในความหมายคือ “ กรรมพ่อ”หมายถึงกรรมที่ถูกเลือกสรร เป็นกรรมที่ส่งให้เรามาเกิด ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละคน โดยชนกกรรมจะเป็นตัวชี้บ่งว่าเราจะเกิดมาหน้าตาดี หรือไม่ดี ปกติหรือผิดปกติ ผู้หญิงหรือผู้ชาย เกิดมาในตระกูลดี หรือยากจน ชนชาติไหน ชนกกรรมจึงเกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิสนธิ การได้ผู้ชนะโดย Sperm  1  ใน Sperm หลายสิบล้านตัว ซึ่งแต่ละตัวได้ถูกกำหนดเพศ หน้าตาไว้ ตามหลักพันธุ์กรรมเปรียบเสมือนต้องเลือกสรรกรรมเก่าจากหกสิบล้านภพ มาเลือกสรรเกิดในชาตินี้  ตามกฎของการเกิด ส่วนสัญญากรรมนั้นหากจะเปรียบเทียบกับองค์พรหมนั้นอุปมาเทียบได้กับองค์พรหมภาคนั่ง อันหมายถึงพรหมลิขิตที่กำหนดชีวิตเราให้เป็นไปตามชะตาชีวิตของบุคคลนั้นๆ ให้มากระทำกิจตามสัญญากรรม ต้องมาพบ มาเจอสรรพสิ่งที่ได้เคยมีกรรมร่วมกันมา ซึ่งพรหมลิขิตชีวิตของแต่ละคนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสัญญากรรมของแต่ละคนที่ได้กระทำมาในอดีตชาติ และเมื่อเรามาเกิดแล้วชีวิตเราก็จะถูกกำกับให้เป็นไปตามชนกกรรมตามที่ชะตาชีวิตกำหนด อุปมาดั่งองค์พรหมภาคยืนหรือพญายม ซึ่งจะเป็นผู้ที่จะคอยกำกับชีวิตเราให้ไปตามทิศทางที่กำหนดไว้ตามพรหมลิขิต ทั้งนี้จะละเอียดอ่อนแค่ไหนขึ้นอยู่กับสัญญากรรมของแต่ละคน...

กลไกกรรม (Karma mechanism)

            เมื่อคนเราเกิดมานับไม่ถ้วนชาติ เราคงต้องยอมรับว่าในอดีตชาตินั้น เราคงจะต้องมีคนที่เกี่ยวข้องกับเรามา ลึกซึ้งซับซ้อนไม่เท่ากัน  ซึ่งบางคนมีเงื่อนไขกรรมที่แตกต่างกัน คนที่มาแวดล้อมเราในชาตินี้อาจเคยเกิดเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน คนรัก ฯลฯ กับเรามาก่อนพอมาถึงชาตินี้ ในเบื้องต้นเราคงไม่ทราบว่าใครเคยเป็นใครมาก่อน หรือไม่ทราบเงื่อนปมเหล่านั้น  เราคงเคยก่อกรรมดี และกรรมชั่วเอาไว้โดยรวมแล้วนับไม่ถ้วนชาติทับถมกันอยู่มากมาย  เราคงต้องเคยแต่งงานและให้คำมั่นสัญญากับใคร ที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเนื้อคู่ ซึ่งก็คงมีอยู่โดยรวมทุกชาติและคงจะมีอยู่หลายคนด้วยเช่นกัน  ดังนั้นเมื่อมาถึงชาตินี้ผู้เกี่ยวข้องกันและผู้ที่จะต้องมาพบกันในชาตินี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องชดเชย ชดใช้กันและกัน ด้วยเบ้าหลอมของพรหมลิขิตใหม่ เพราะชาตินี้เรามีทั้งบุญและบาปที่เกี่ยวโยง เกี่ยวพันกับคนหลายคนและถูกดึงดูดให้มาพบกัน เราจะรับแต่บุญของเราไปอย่างเดียวโดยไม่ใช้กรรมที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้เบื้องต้นเราไม่สามารถรู้ได้ถึงกลไกกรรมหรือเหตุการณ์ในอนาคตว่าอะไรจะเกิดขึ้น...

สัญชาตญาณ จิตวิญญาณ ปัญญาญาณ

          ที่สุดของธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้นเราถือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ  นั่นหมายถึงมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่สามารถพัฒนาจิตตนเองได้ สามารถพัฒนาจิตให้ละเอียดถึงระดับจิตวิญญาณได้ นั่นคือมนุษย์เป็นภพภูมิเดียวเท่านั้นที่สามารถพัฒนาตนเองให้ไปสู่พระนิพพานได้ และ ในทางตรงข้าม มนุษย์ก็เป็นภพภูมิเดียวอีกเช่นกันที่สามารถตกลงไปสู่ภพภูมินรกที่ต่ำที่สุดคืออเวจีได้ โดยสิ่งที่จะมากำกับจิตมนุษย์ให้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้องไม่ตกต่ำลงไปก็คือ  “ปัญญา”โดยจิตเป็นผู้ทำให้เกิดปัญญา แล้วปัญญาก็จะย้อนกลับมากำกับจิต สัญชาตญาณนั้นเป็นสภาวะจิตขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต เช่นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิต ในกลไกของสิ่งมีชีวิตนั้นสัญชาตญาณนั้นจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากระบบประสาทอัตโนมัติส่วนก้านสมองเป็นส่วนที่ควบคุม โดยก้านสมองนี้เป็นระบบระบบประสาทพื้นฐานของสัตว์ทั่วไป ในแง่ของสัจธรรมสัญชาตญาณนั้นขึ้นอยู่กับ พันธุ์กรรม พฤติกรรม และวิบากกรรม ซึ่งสัญชาตญาณมักจะเกิดร่วมกับระบบประสาทที่เรียกว่า”ระบบลิมบิก” (limbic system) ซึ่งอยู่เหนือก้านสมอง และฝังอยู่ใจกลางของก้อนสมองมนุษย์  บางคนจึงเรียกว่าสมองชั้นใน  ตรงศูนย์กลางคือ”ไฮโปทาลามัส” (hypothalamus) เล็กราวเมล็ดถั่ว เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของระบบลิมบิก  มันทำหน้าที่ควบคุมความหิวกระหาย การนอนหลับ พฤติกรรมทางเพศ และอารมณ์ของคนเรา ...

การสร้างสมดุลของร่างกาย

              เนื่องจากมนุษย์นั้นถือเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีคุณสมบัติต้องกินอาหารได้ หายใจได้ เจริญเติบโตได้ และสามารถสืบพันธุ์ได้ ถ้าคนเราไม่มีวิญญาณคือไม่มีตัวรู้และตัวรู้สึก เราก็คงไม่ต่างจากวัตถุทั่วๆไป ถึงเราจะมีเซลประสาทในสมองมากมาย แต่หากไม่มีวิญญาณมาสถิต หรือวิญญาณออกจากร่างไปย่อมไม่มีการเคลื่อนไหวของระบบไฟฟ้าอย่างเป็นระบบครบวงจรได้อย่างต่อเนื่อง การทำงานของระบบประสาท ระบบฮอร์โมนก็จะไม่สมบูรณ์ หากวิญญาณออกจากร่างไปอันเพราะกายเนื้อแตกทำให้รูปขันธ์เสียสมดุลวิญญาณก็คงต้องทิ้งสังขารเราก็คงต้องตายหรือไม่ก็ กลายเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิงนิทรา ไม่สามารถรับรู้ใดๆได้อีก เหลือไว้แต่เพียงรูปขันธ์ ที่ทำงานตามเหตุปัจจัย การที่จะทำให้ร่างกายสมดุลเคมีได้นั้น ร่างกายต้องมีอาหารดีครบ ๕ หมู่ คือมีการเติมธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่เสมอ เพื่อใช้เสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกาย ในปริมาณพอดี...

กิเลสมาร มหามารผู้สร้างกรรมเก็บกด

มารในพระพุทธศาสนา เรียกว่า มารทั้ง ๕  ประกอบด้วย ๑. มัจจุมาร  ได้แก่พญามัจจุราชผู้คร่าชีวิต เกิดจากสังขารขาดเมตตาจึงยากที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพระพรหมประจำชีวิตจะสามารถช่วยต่อชะตาชีวิตได้ ๒. กิเลสมาร เป็นตัวก่อกวนจิตที่สำคัญ ได้แก่กิเลส ๑,๕๐๐ ตัณหา ๑๐๘ โดยเฉพาะความโลภ ความโกรธ ความหลงที่เกินงาม เกินกว่าสัญญากรรมที่พึงมีได้ จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเป็นกรรมเก็บกด เมื่อถึงกาลเวลาที่กำหนด โดยพลังจิตจากนิสัยร้ายๆที่เคยส่งออกไปด้วยความเร็วจิตทั่วไป สามารถตอบโต้ตีกลับมาในรูปพลังปรมาณู(ความเร็วจิตเกิน c2)จากเจ้ากรรมนายเวร อภิสังขารมาร และเทวบุตรมารที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังขารของเราสามารถเปลี่ยนพลังเป็นวัตถุที่ทำให้เกิดขันธ์เป็นพิษ เช่นเนื้องอก เส้นเลือดในสมองแตก ฯลฯ ได้ ๓. ขันธ์มาร มารคือขันธ์ ๕ ซึ่งขันธ์ ๕ ของเรา...

การบริหารกรรม และสัญญากรรม/Karma management and promised karma

          หากเราเข้าถึงกฎแห่งกรรมได้ เราก็มีสิทธิที่จะบริหารกรรมของเราเอง ในขณะเดียวกันการปล่อยชีวิตของเราให้เป็นไปตามยถากรรม ย่อมจะทำให้ไม่เป็นผลดีกับชีวิตเราและครอบครัวของเราได้ ทั้งนี้เราต้องปฏิบัติและต้องศึกษาให้รู้ถึงกลไกกรรม ในขณะเดียวกัน เราก็จำเป็นต้องรู้สัญญาในวิบากกรรม หรือชนกกรรมที่ส่งเรามาเกิด แล้วจึงดำเนินชีวิตในทิศทางตามที่ชนกกรรมกำหนด ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาชีวิตโดยตรง ในขณะเดียวกันก็เป็นการการเบี่ยงเบนกรรม ลดกรรม หรือจำกัดกรรมให้อยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้ ถึงชาตินี้เราจะเป็นคนดี แต่เจ้ากรรมนายเวรเราก็คงไม่ยกโทษให้เราง่ายๆ  ดังนั้นเกมกลกรรมจึงถือว่าเป็นการใช้กรรมทางเลือก เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้กรรม เพื่อที่จะนำมาบริหารการใช้กรรมของเรา หรืออย่างน้อยเราก็ต้องรับรู้และยอมรับว่ากรรมนั้นเป็นสิ่งที่เราได้เคยทำมาเองในอดีตชาติทั้งสิ้น และเราต้องรู้เท่าทันตามความเป็นจริง  Karma management and promised karma          If we understand the...

กรรมการเกิด

            เนื่องจากพระพุทธศาสนาเน้นเรื่องไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา การบอกว่าวิญญาณเที่ยงแท้(นิจจัง) และมีตัวตนถาวร(อัตตา) จึงขัดต่อเรื่อง “ไตรลักษณ์” แท้จริงเป็นเพียงวิบากกรรมเท่านั้นที่มาเกิด แต่ต้องมาผสมผสานกับคนธรรพ์หรือคลื่นพลังงานระดับอารมณ์ มาจุติในเซลปฏิสนธิ การที่เราเกิดมาแล้วมีรูปร่างหน้าตา องคาพยพสวยหรือไม่สวยนั้น ล้วนเป็นสัณญาณกรรมที่ส่งทอดมาทั้งสิ้น ในรูปธาตุพระพุทธเจ้าทรงเรียกสิ่งนี้ว่า กลละ ( อ่านว่า กะละละ) ซึ่งมีขนาดเล็กมากพระพุทธองค์กล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า ให้เอาเส้นผมมาเส้นหนึ่ง(บางตำราระบุว่าเป็นขนจามรี) ผ่าออกเป็นแปดส่วน  แล้วนำเส้นผมที่ผ่าแล้วหนึ่งส่วนนั้นไปจุ่มในน้ำมันงา ยกขึ้นแล้วปล่อยให้น้ำมันงาหยดจดเกิดเป็นหยาดสุดท้ายที่ติดอยู่ที่ปลายเส้นผมที่หยดไม่ได้อีกแล้ว นั่นคือขนาดของกลละ ซึ่งภายในกลละยังมีมีลักษณะของ กัมมชรูป ๓  อันหมายถึงรูปที่เกิดเพราะกรรม มีคุณสมบัติดังนี้        ๑. กายทสกะ เป็นตัวกำหนดกรอบรูปทรง หรือลักษณะทางกายภาพในอนาคต        ๒. ภาวทสกะ เป็นตัวกำหนดเพศว่าจะให้กลละ...

ขั้นตอนการจุติ

๑.  ชายหญิงอยู่ร่วมกัน๒.  หญิงนั้นมีระดู         ๓.  มีสัตว์มาเกิด คือ มีการถ่ายทอดพลังกรรมที่สะสมไว้จากภพ สู่ ภพ ในวิญญาณนั้น               หากดูในอภิธรรมจะกล่าวไว้ว่ามีสัตว์มาเกิด  ในอภิธรรมภาคพิศดารเขียนว่ามีคนธรรพ์ อันจัดเป็นกระแสวิญญาณชนิดหนึ่ง  ซึ่งจะส่งกระแสวิญญาณมาปฏิสนธิรวมกันกับคลื่นวิบากกรรมของเราในกลละ ในลักษณะบุคคลาธิฐานและจะแปรรูปเกิดเป็นคันธัพพะ โดยกระแสคลื่นวิญญาณของคนธรรพ์นั้นจะอยู่ในลักษณะของความรื่นเริง บันเทิงใจ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นคลื่นอารมณ์พื้นฐานของเทวดา  เป็นคลื่นอารมณ์บันเทิง ดีด สี ตี เป่า หรืออารมณ์ธรรม เข้ามาผสมกับคลื่นกรรมที่บรรจุวิบากกรรมของเราในครรภ์มารดาโดยเฉพาะในช่วงปัญจะสาขา(ช่วงที่ตัวอ่อนเริ่มผุดปุุ่มอวัยวะ ๕ คือศรีษะแขนสองข้างแลพขาสองข้าง) คันธัพพะก็ยังคงต้องปรับผสมผสานแลกเปลี่ยนกับกระแสคลื่นคนธรรพ์ เรียกว่ามีการเปลี่ยนภาคอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการปรุงแต่งอารมณ์อันทำให้การเข้าออกของคันธัพพะเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นระเบียบ คนธรรพ์ก็จะถูกปิดกั้นหรือมีนิวรณ์มาแทรก บางครั้งอาจถึงขนาดเกิดเป็นอารมณ์พันทางทำให้จิตไม่ว่างแปรปรวน และทำให้คนธรรพ์ไม่สามารถเข้าไปผสานกับคันธัพพะได้อย่างกลมกลืน คันธัพพะก็จะอ่อนแอ คือเข้าไม่ถึงสัญญากรรมเดิม บางครั้งถึงกับทำให้ตกไปสู่วิบัติ...

สัมผัส สัมพัทธ์ สัมพันธ์

          การสัมผัสควรมีตัวรู้ว่าผู้ที่เราจะสัมผัส หรือคลุกคลีด้วยนั้นมีความสัมพันธ์กับเรามาก่อนหรือเปล่า หากพบว่ามีความสัมพันธ์ แล้วจำเป็นต้องสัมผัส เราสามารถเลือกการสัมผัสในลักษณะอารมณ์ฤทธิ์ แล้วใช้อารมณ์ธรรมอันเป็นตัวรู้ คอยประกบตลอดเวลา ทั้งนี้อาจมีอารมณ์มนุษย์ประกอบบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะอารมณ์ฤทธิ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสัมผัส หรือหมายถึงเพิ่มประสิทธิผลในการเข้าถึงวิบากกรรม เพื่อการชดใช้ หรือชดเชยวิบากกรรมให้แก่กัน  ซึ่งการสัมผัสด้วยฤทธิ์เป็นการสร้างอารมณ์กันสุดๆจนเกิดเป็นอารมณ์ในระดับจิตวิญญาณถึงระดับองค์ฌาน อารมณ์ระดับนี้แม้ใช้สัมผัสเพียง ๕๐% ก็สามารถที่จะชดเชย ชดใช้กรรมกันเต็ม ๑๐๐ % ได้ แต่หากสัมผัสด้วยอารมณ์มนุษย์เสีย  ๑๐๐% การชดใช้สัมพัทธ์ก็คงแทบไม่ได้อะไรเลย โดยการสัมผัส สัมพัทธ์ สัมพันธ์ จะต้องอยู่ในปริมาณที่พอดี สอดคล้องกับสัญญากรรมของทั้งสองฝ่าย วิญญาณจึงอิ่มเอมตามสัญญากรรม...

บันได 6 ขั้นของความรัก

       ความรักคือสิ่งใด? เป็นความรู้สึกว่าเราชอบ เรามีความสุขอยากอยู่ใกล้ อยากได้ครอบครอง? การที่เรารู้สึกเช่นนี้ต่อสิ่งนั้นๆเพียงพอไหมที่จะเรียกว่ารัก? การที่เราจะหาคำจำกัดความของความรักได้ เราคงต้องหันกลับมาพิจารณาความรักว่า ความรักควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง อย่างไรจึงจะเรียกว่ารัก ความรักเหมือนหรือต่างจากความใคร่อย่างไร ความรู้สึกอย่างไรจึงจะเรียกว่าหลง การที่เราจะบอกว่าเรารักได้นั้น  แท้จริงแล้วต้องมีทั้งภาคพฤติกรรมและภาควิบากกรรม คือต้องมีความรู้สึกตั้งแต่ระดับอารมณ์พื้นฐาน ระดับจิตใจ จนถึงความรู้สึกระดับในภายใน จึงจะถือว่าเป็นความรักที่สมบูรณ์ ถ้ามีแค่ความรู้สึกหรือแค่ลมปากบอกว่ารักอย่างเดียวแต่ไม่เคยทำพฤติกรรมใดที่ยืนยันว่ารัก แล้วคิดไหมว่าผู้ที่เราบอกว่ารัก เขาจะรู้สึกอย่างไร โดยที่เรายินดีกระทำให้กับคนที่เรารักด้วยความเต็มใจด้วยใจจริง บันได 6 ขั้นของความรักมีดังนี้ คิดถึง ใส่ใจ ห่วงใย เอื้ออาทร เมตตา รัก        เริ่มจากเมื่ออยู่ไกลก็ “คิดถึง”มีความรู้สึกผูกจิตจูงใจถึงอยู่ตลอดสำหรับคนที่ใกล้ชิด...