Category: ธรรมประยุกต์ทันยุคสมัย
เรื่องของการแก้วิญญาณอาถรรพ์ คงหนีไม่พ้นต้องเริ่มฝึกจิตให้มีเมตตา ค้นหาสัญญากรรมตนเอง หากใครไม่ทราบสัญญากรรมเราคือสิ่งใด ให้จำไว้ว่าธรรมเป็นทานเป็นทานที่เหนือกว่าทานใดๆทั้งปวง ฝึกพูดธรรมะ สอนธรรมะ พัฒนาให้เกิดเป็นตัวรู้แจ้งแทงตลอด จะสามารถต้านครุกรรมได้ หากยังไม่มีตัวรู้พอแต่ครุกรรมเริ่มส่งผลแล้ว เราสามารถอธิฐานทำบุญให้คนที่มีความรู้ธรรมะจริงเผยแพร่ธรรมะแทนตัวเราไปก่อน โดยเฉพาะหากได้ทำบุญร่วมกับคนที่มีกงเกวียนกำเกวียนกรรมเก่าเกี่ยวเก่ากับเราจะยิ่งมีผลกับชีวิตเราอย่างมาก หรือการเข้าพิธีกรรมถือเป็นศรัทธา ถือเป็นฌาน สามารถแก้กรรมได้ชั่วคราว แต่ในระยะยาวต้องเปลี่ยนศรัทธา เป็นปัญญา รู้สัญญากรรมให้ครบ และปฏิบัติให้หมดทุกข้อจึงจะแก้ไขชีวิตได้ ทั้งยังสามารถตอบโต้ตีกลับชีวิตสู่วิญญาณมหัศจรรย์ ชีวิตมุ่งหน้าสู่รางวัลชีวิตได้ในที่สุด
คนส่วนใหญ่มุ่งมั่นเรียนหนังสือให้รู้เรื่องทางโลกที่เรียกว่าวิชาการ บ้างมุ่งมั่นเรียนให้ได้ปริญญา ทั้งปริญาญาตรี โท เอก อันเป็นเครื่องหมายว่าเราได้จบหลักสูตรแล้ว แต่เรื่องของตัวรู้จริงนั้น แม้แต่คนที่ได้ปริญญาเดียวกันก็รู้ไม่เท่ากัน ขึ้นกับความรู้ลึกซึ้งของแต่คน แต่ในแง่ของสัจธรรมเราก็ถือว่ายังไม่รู้ วิชชา เรียกได้ว่าเป็นอวิชชามหาชน เป็นความไม่รู้ของคนส่วนใหญ่ อันได้แก่ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส และที่หนักที่สุดคือทิฏฐิวิปลาส สำหรับ วิชชาเป็นการเรียนรู้สัจธรรม หรือเป็นการเข้าถึงความเป็นจริงที่เที่ยงแท้ของชีวิต ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้แก่ ญาณระลึกชาติ จุตูปปาตญาณ ญาณหยั่งรู้การจุติ และการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย อาสวักญญาณ ได้แก่ญาณที่หยั่งรู้ในธรรม อาจเรียกได้ว่าวิชชา คือความสามารถในการหยั่งรู้สัจธรรมในอีกแง่มุมมองหนึ่งของชีวิต นั่นคือเรื่องเหนือสามัญวิสัย อันเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน...
เมื่อพูดถึงคำว่าร่างทรง คนหลายคนคงนึกถึงภาพคนยืนตัวสั่น พูดจาทำนายทายทัก พูดกันด้วยภาษาแปลกแปลก บ้างก็เปิดเป็นตำหนักกัน บ้างก็เก็บเงินชาวบ้านหรือบอกหวยกัน ทำสิ่งที่ลึกลับมีพิธีกรรมแปลกๆซึ่งมักมีทั้งทรงจริง และของปลอมหลอกกัน เพื่อหาผลประโยชน์จากการหลอกให้หลงเชื่องมงายโดยขาดสติปัญญา เรื่องของสวรรค์ นรก เรื่องแปลกๆ เรื่องเหลือเชื่อ อันที่เราสามารถพินิจเห็นอยู่บ่อยๆตามสื่อรายการต่างๆ ในโลกแห่งวิทยาศาสตร์อันทันสมัย โลกแห่งการแข่งขันทางเศรษฐกิจกันอย่างดุเดือดรุนแรงวุ่นวายจนเราไม่เคยใส่ใจคำว่าคนมีองค์ ไม่เคยคิดแม้แต่ว่ามันจะจริงหรือไม่คิดเพียงว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ควรไปใส่ใจให้เสียเวลา เป็นเรื่องเหลวไหล แท้จริงมันเป็นเรื่องใกล้ตัวเราที่สุด จนแทบจะพูดได้เลยว่าเป็นเรื่องของเราเองทีเดียว แต่น้อยคนที่จะสนใจเรื่องเหล่านี้ว่าแท้จริงคือสิ่งใดเกิดขึ้นได้อย่าง เหตุผลใดทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ เรื่องใดเป็นเรื่องจริง เรื่องใดเป็นของปลอม หาได้แต่โทษโชคชะตา หรือไปโทษตัวเองว่า ถ้าเราไม่ทำเช่นนั้นก็คงจะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องลี้ลับยากที่จะพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ มันเป็นเรื่องปัจจัตตังคือรู้และพิสูจน์ได้เฉพาะตน จะว่าไปแล้วคนทุกคนล้วนมีบุญเก่ากรรมเก่าติดตัวมาตั้งแต่เราเกิด ตั้งแต่ปฏิสนธิ มันเป็นเครื่องกำหนดกฏแห่งกรรมของทุกชีวิตที่เกิดมาในโลก ในแง่สิ่งเหนือสามัญวิสัย...
เป็นที่แน่นอนว่าสังคมในปัจจุบันยอมรับคนที่มีความสามารถในการทำงาน รวมทั้งในส่วนของความรู้ ระดับการศึกษา มนุษย์สัมพันธ์กับคนอื่น มีความกล้าที่จะแสดงออกและ มีความคิดสร้างสรรค์ ถึงเวลาต้องเป็นผู้นำก็ต้องเป็นผู้นำที่ดี ถึงเวลาเป็นผู้ตามก็ต้องเป็นผู้ตามที่ดี แต่เราก็ต้องยอมรับว่าคนที่มีความสามารถหลายคนก็ไปไม่ตลอดลอดฝั่งเหมือนกัน เรียกว่าเป็นม้าตีนต้น บางคนถึงกับหมดเนื้อหมดตัว ล้มละลายไปก็มี อะไรเป็นต้นเหตุของของสิ่งเหล่านั้น เรียกว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งสู่เมรุ เป็นที่ยอมรับกันในมาตรฐานสากลว่าว่าคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้จะต้องมีปัจจัยที่สำคัญสองประการคือ “ความสามารถ” มาบรรจบกับ“โอกาส” ความสามารถนั้นคนเราสามารถรับรู้และพัฒนาได้ในส่วนของรูปธรรม แต่เรื่องของโอกาสคนหลายคนมีความสามารถหรือที่เรียกว่ามีศักยภาพมีความเก่งแต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะก้าวหน้าในชีวิตการงานเสียที ไม่มีโอกาสที่จะทำกิจการเป็นของตัวเองเสียที โอกาสนั้นมันหายไปไหน ในเรื่องเหนือสามัญวิสัยสิ่งที่ต้องมีมาประกบคู่อยู่เสมอคือจิตศักดิ์สิทธิ์ หรือ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ที่เกิดจากการเรียนรู้หลักธรรมที่แท้ รู้จักกรรม รู้ถึงกลไกกรรม รู้จักและเข้าใจในเทพ รู้จักการทำบุญที่ตรงกับหนี้กรรม รู้จักบริหารกรรม สามารถพัฒนาความรู้จากจิตนึกคิดสู่ ตัวรู้ในองค์ธรรมระดับวิญญาณคือองค์ฌาน องค์ญาณ เมื่อเราเข้าถึงสัญญากรรม ชนกกรรม หรือ...
เรื่องของการปฏิบัติบูชาควรพิจารณาแนวทางการปฏิบัติในทางกลางๆ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป พระองค์ทรงแสดง “ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร” เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ อันประกอบด้วย กามสุขัลกานุโยค การหมกมุ่นอยู่ในกามคุณ ๕ อันเป็นทางหย่อน อัตตกิลมถานุโยค การดัดตนข่มตนในทางตึง บังคับตนให้ทุกข์ทรมาน มัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติตามสายกลาง พิจารณาด้วยเหตุและผล พระพุทธองค์ไม่เคยกำหนดว่าทางพ้นทุกข์ต้องกินข้าววันละมื้อ หรือต้องกินเจ กินผักตลอดชีวิต ในขณะปฏิบัติธรรม ไม่เคยกำหนดว่าคนเราจะบรรลุอรหันต์ได้ ต้องบวชเป็นพระเท่านั้น ฆารวาสที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เข้าใจแก่นแท้ของศาสนาจริงๆก็สามารถบรรลุอรหันต์ได้โดยไม่ต้องบวช ไม่ต้องอยู่วัด อยู่ป่า การอยู่วัดมีข้อดีทำให้เราผัสสะน้อยลงลดปัจจัยที่เป็นกิเลส ตัณหามากระทบ แต่แท้จริงการที่เราได้มีโอกาสได้ผัสสะกลับเป็นข้อดีได้รับรู้...
จักรธรรม ๔ หรือ จักร ๔ บางครั้งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พหุการธรรม คือธรรมมีอุปการะมากหมายถึง ล้อรถธรรมที่นำเราไปสู่ความรุ่งเรือง ดุจล้อรถที่นำเราไปสู่จุดมุ่งหมายในแง่มุมหรือมิติที่ซับซ้อนและลึกลับของชีวิต หรือการที่เราจะสามารถเข้าถึงบุญกุศลที่เคยได้ทำมาในอดีตภพ อดีตชาติ จักรธรรม ๔ ย่อมเป็นจักรหรือวงล้อสำคัญ ที่จะชักนำชีวิตของเราดำเนินไปในวิถีทางที่ถูกต้องสอดคล้องลงตัว ทั้งนี้ชีวิตจะเจริญก้าวหน้าได้ ต้องอาศัยปัจจัยทั้งภายนอก และภายใน จึงจะสามารถนำชีวิตไปถึงจุดหมายปลายทางได้ด้วยความสำเร็จ เราคงต้องพิจารณาองค์ประกอบของจักรธรรมดังนี้ ๑. ปฎิรูปเทสวาสะหมายถึงการที่อยู่ในถิ่นที่ดี มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสม เช่น มีความสงบ เป็นสถานศึกษาดี สถานที่ทำงานดี หรือในแง่เหนือสามัญวิสัยเป็นสถานที่มีพลังปราณ หรือคลื่นกรรมสอดคล้องกับเรา ทั้งหมดย่อมเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการเปิดรหัสกรรม รหัสเวรของเราได้ ชีวิตเมื่อมีรหัสกรรมพร้อม เมื่อไปอยู่ในสถานที่ๆดีถูกต้อง หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อม...
ปาราจิตวิทยา ( Parapsycology ) กับอภิปรัชญา: เมตาฟิสิกส์ ( Metaphysic ) ปาราจิตวิทยา( Parapsycology ) หมายถึงปรากฏการ์ณที่เกิดขึ้นกับจิตที่ยังอธิบายหาเหตุผลไม่ได้ เช่น อาการ หรือปรากฏการ์ณแปลกๆรวมทั้งเรื่องของระบบประสาทสำผัสพิเศษลึกๆ ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไป ส่วนอภิปรัชญาหรือเมตาฟิสิกส์ (Metaphysic) เป็นเรื่องวิชาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ ความร้อน แสงเสียง ที่อธิบายในรูปของปรัชญาที่เป็นความจริงตามธรรมชาติ หากเทียบกับพระพุทธศาสนานั้นเทียบเคียงได้กับ วิชาอภิปรัชญา อันเป็นวิชาที่ศึกษาในเรื่องของความจริงในสมมุติที่เรียกว่าสมมุติสัจจะ และวิชาที่ศึกษาเรื่องของความจริงในความจริง ที่เรียกว่าปรมัตถสัจจะหรือปรมัตถธรรม อันได้แก่เรื่องของจิต เจตสิก รูป และนิพพานอันเป็นเรื่องของ อนิจจัง ทุกข์ขัง ...
ธรรมจักรหรือธรรมพระพุทธองค์นั้น เรียกได้ว่าเมื่อศึกษาและสามารถเรียนรู้จนเข้าถึงได้นั้น จิตผู้ศึกษาเรียนรู้นั้นย่อมมีความศักย์สิทธิ เนื่องจากอารมณ์ขณะจิตที่เข้าถึงเรื่องของสิ่งศักย์สิทธิ จะเกิดเป็น ภาวะจิตที่ศักย์สิทธิ มีธรรมารมณ์ เกิดขึ้น ยิ่งศึกษาให้ลึกซึ้งควบคู่ไปกับฝึกอารมณ์จนสามารถเกิดเป็นอารมณ์ในระดับองค์ฌานองค์ญาณ จะยิ่งมีอานุภาพมาก เนื่องจากฌานนั้นเป็นอารมณ์ที่เป็นฤทธิ์ ทำให้เห็นและรู้ได้ในมุมกว้าง ส่วนญาณนั้นเมื่อเกิดขึ้นย่อมส่งผลให้เกิดเป็นความรู้ที่หยั่งลึกลงไป ทำให้อารมณ์ธรรมนั้นเกิดเป็นทรงมิติกว้างไกลออกไป ในแง่มมุมของหลักเคมี ฟิสิกส์ที่เหนือสามัญวิสัญ ผู้ที่ปฏิบัติจนเกิดธรรมารมณ์นั้นจะทำเกิดเสริมราศีที่ผิวหนังให้สวยสง่าเห็นเด่นชัดขึ้น ยิ่งหากได้องค์ฌานมาเสริมราศีก็จะเริ่มสว่างกว้างไกลออกจากผิวหนังเป็นรัศมี และ รังสี เกิดขึ้นตามลำดับ ภาวะเช่นนี้หากจิตสามารถปฏิบัติได้สูงถึงระดับจัตตุตฌานก็จะสามารผสมสานปรุงแต่งบุญบาปเก่าได้ด้วยตนเอง ชีวิตย่อมก้าวหน้าสุดประมาณ หรือหากเรายังไม่สามารถปฏิบัติได้องค์ฌานองค์ญาณระดับสูงอย่างน้อยก็จะพร้อมรับบุญเก่าที่เคยปฏิบัติไว้ได้ตามหลักจักรธรรม นั่นคือมีจิตที่ชอบในธรรมจักร ย่อมมีภูมิธรรม มีจิตตั้งมั่นพร้อมไว้ก่อนนั่นคือมีอัตตสัมมาปณิธิ เมื่อกาลเวลามาถึง ถูกต้องทั้งสถานที่(ปฎิรูปเทสวาสะ) และบุคคลที่เกี่ยวข้องถูกต้องลงตัว(สัปปุริสูปัสสยะ) เช่น ไปบวชเนกขัมมะ หรือเข้าร่วมพิธีกรรมต่างๆที่เจ้าพิธีมีความสามารถในทางในสูง ยิ่งหากมีกรรมเกี่ยวเก่ากับเราด้วยแล้ว...
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าหากร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่า ๓๗.๕ ๐C นั่นหมายถึงร่างกายกำลังมีไข้ เราก็ทานยา หรือไปหาแพทย์ที่คลินิคหรือที่โรงพยาบาลก็สามารถบรรเทาหรือรักษาได้ ไข้ทางกายจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย แต่ไข้จิตนั้นเรามองไม่เห็นจิตเป็นไข้แน่นอนว่าจิตต้องอยู่ในสภาวะที่ไม่สบาย ไม่สงบ ไม่พอดี อารมณ์จึงหลีกไม่พ้นที่ถือได้ว่าเป็นตัวการในการก่อให้เกิดเป็นไข้จิต หากเราไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ให้ดี ควรฝึกจิตให้ร่าเริง บันเทิง แจ่มใส อยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้อารมณ์โกธร โลภ หลง ซึ่งเป็นอารมณ์ของกิเลส ตัณหา อุปาทาน อันเป็นอารมณ์ที่ร้อนแรงไม่เที่ยง บางก็ฟู บ้างก็จิตเสวยอารมณ์ บางครั้งก็แฟบ บ้างก็อารมณ์ป่วนจิต ไม่พอดี ไม่รู้จักประมาณ หากปล่อยให้อารมณ์เช่นนี้มาครองจิตเรา จิตเราคงป่วยได้ง่ายนั่นหมายถึงความทุกข์ใจจะมาเยือนได้ง่าย หากเรารู้เท่าทันรู้จักใช้ตัวรู้ในธรรมะมาปรับประยุกต์ใช้ ไม่ปล่อยให้จิตปลิวไป ปลิวมาอย่างไร้ขอบเขต...
การแก้ปัญหาในศรัทธาที่เกี่ยวกับจิตนั้นเราคงต้องใช้ทั้งพิธีกรรม และวิธีการ วิธีการนั้นก็คือการได้เรียนรู้จิตให้รู้เท่าทันนั้นเราต้องรู้จักจิตก่อน เราต้องรู้ว่าจิตนั้นมีลักษณะ ดิ้นรน กวัดแกว่ง เห็นยาก ห้ามยาก ข่มยาก รักษายากและมักตกอยู้ในอารมณ์ของกาม เป็นสภาพที่ละเอียดอ่อน เกิดเร็ว ดับเร็ว จิตมีลักษณะท่องเที่ยวไปไกล ไม่มีตัวตน และต้องมีกายครอง จิตสร้างราคะ โทษะ โมหะ ทิฐิ ยิ่งคนที่มีสิ่งพิเศษแฝงข้างใน แล้วปฏิบัติได้ไม่สมดุลก็มีโอกาสเกิดกรรมเก็บกดสูง เช่น เราปฏิบัติธรรมในสมถกรรมฐานแล้วไม่มีตัวรู้มากำกับให้กรรมสมดุล เป็นต้น การใช้พิธีกรรมเพื่อให้เกิดฤทธิ์อันจะสามารถนำควบคุมจิตได้ เพื่อลดกรรมเก็บกด ให้จิตไม่เกิดเป็นพิษ ทั้งนี้ขึ้นกับตัวรู้ และวิธีการบริหารจัดการของแต่ละคน ยิ่งคนที่มีธาตุปราณ แล้วมี ราคะจริต โทสะจริต...