Category: ธรรมประยุกต์ทันยุคสมัย

ความกตัญญูปรับปรุงแก้ไขชะตากรรม และอาถรรพ์ในชีวิต

เนื่องจากความตัญญูกตเวที จะทำให้จิตใจผู้นั้นจดจ่อในลักษณะจิตที่สูง เกิดเป็นสมาธิ และเกิดเป็นอำนาจจิตจากกุศลกรรม จิตจะถูกน้อมนำเข้าสู่จิตตานุภาพตามธรรมชาติ และน้อมรับมหาเทพโดยอัตโนมัติ  ดังนั้นเราจึงควรฝึกจิตของเราจนเป็นนิสัย ทั้งกาย วาจา  ใจ ปฏิบัติตนในการกระทำทุกสิ่งให้ออกมาจากใจจริง ไหลออกมาเอง ทั้งความจงรักภักดิ์ดี  ความจริงใจ  ความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้  โดยเฉพาะความกตัญญู ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีจิตสำนึกสาธารณะจะเป็นฐานสำคัญในการนำพาชีวิตผ่านพ้นภัยและจะช่วยแก้อาถรรพ์ชีวิตได้  ในขณะเดียวกัน เราก็ควรตรวจสอบสัญญากรรม จากสัญญาณเตือน หรือ ด้วยองค์ฌาน องค์ญาณที่เราปฏิบัติได้  แต่ถ้าหากเราไม่ทำตามเพราะไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ก็เท่ากับเราอกตัญญูต่อสัญญากรรม  ถ้าหากเราต้องการจะเข้าถึงความกตัญญู เราก็คงต้องหาเยื่อของเก่า เพื่อเสริมใยใหม่  เสริมความรู้ที่ได้นั้น...

มหาเทพปะทะครุกรรม

กรณีที่เรากำลังเผชิญอยู่กับครุกรรม ซึ่งเป็นกรรมหนักนั้น  ในบางครั้งคณะเทพเองก็ไม่มีฤทธิ์มากพอที่จะสามารถต้านครุกรรมได้  หากเราต้องการที่จะรับมือกับครุกรรมให้ได้  เราจำเป็นต้องมีมหาเทพมาคุ้มครอง ซึ่งเจ้ากรรมนายเวรระดับครุกรรมนี้อาจเรียกได้ว่า เป็น “รังสีแห่งพญายม” ส่งมา  ซึ่งเทวดาที่อยู่ใน ๖ ชั้นฟ้าไม่สามารถต้านทานรังสีแห่งพญายมนี้ได้  ในการต้านครุกรรมนี้ เราจะต้องมี “รังสีแห่งมหาเทพ” เท่านั้น ที่จะมาช่วยในการรับมือกับฝ่ายครุกรรมได้ ซึ่งมหาเทพในที่นี้หมายถึงเทพฝ่ายดี ที่อยู่ในระดับมหาพรหมขึ้นไป นั่นก็คือ “ท่านท้าวมหาพรหมรังสี” และรังสีที่เราได้รับนั้นก็คือ “รังสีแห่งพระพรหม” นั่นเอง ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมีความรู้และความเข้าใจด้วยว่า มหาเทพนั้นไม่ต้องการเครื่องเซ่นไหว้ แต่ต้องการให้เราประพฤติตนอยู่ในศีล ในธรรม และสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติกรรมฐานสู่องค์ฌาน องค์ญาณ เจริญจิตสู่ระดับอัปปมัญญาพรหมเป็นกิจวัติ  ซึ่งเรารวมเรียกว่าเป็นการปฏิบัติบูชา  ดังนั้นเราจะต้องยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้น...

การพัฒนาจิต สู่ภราดรภาพ

เป็นลักษณะวุฒิภาวะของจิต เมื่อถูกพัฒนาตั้งแต่พื้นฐานจนสูงขึ้นไปตามวิถีแห่งการพัฒนาจิตตามขั้นตอนของพระพุทธศาสนา เป็นการรับรู้ เรียนรู้ รวบรวม แยกแยะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังจิต ไสยศาสตร์ เทพ และ ปาฏิหาริย์ ว่าคืออะไร  มาเกี่ยวข้องกับเราเพราะอะไร เป็นการศึกษาจิตวิทยาสู่จิตวิญญาณ โดยรู้จักใช้ธรรมวิจยะมาพัฒนา ให้รู้ว่าชีวิตควรจะเดินหน้าอย่างไร และเพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้ในชีวิตประจำวัน   ทั้งนี้เราต้องรู้จัก ประเมินและพิจารณาตน   พิจารณาจากการเกิดสิ่งที่ผิดปกติในตัวเอง ว่ามีสิ่งบ่งชี้ให้เห็นในชีวิตของเราบ้างหรือไม่ เช่น สอบตก อกหัก หลักลอย คอยงาน สังขารโทรม เราต้องประมาณตนเองว่ามีความรู้ในด้านทางในนี้มากน้อยแค่ไหน การปรึกษาหาผู้รู้มาเป็นผู้ชี้แนะ ก็จะมีส่วนช่วยได้อีกส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันเราก็ต้องรู้จักพัฒนาตัวเอง หมั่นค้นคว้า ศึกษา เรียนรู้...

พลังปราณ ราศี รัศมี รังสี

พลังปราณ ได้แก่เคมีปราณที่พบได้นธรรมชาติทั่วไป และชีวปราณในสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่าชีวปราณโดยเฉพาะชีวปราณซึ่งเป็นพลังที่เกิดจากพลังทางไฟฟ้าที่พัฒนาให้เพิ่มขึ้นได้โดยการใช้สังขาร พลังปราณสามารถพบได้ทั้งพลังปราณภายในตัวเรา และรวมทั้งพลังปราณจากภายนอกจากบุคคล ในวัตถุอื่น ตลอดจนพลังปราณในสถานที่ต่างๆ ก็สามารถส่งผ่านเข้ามา ผสมผสานกับพลังปราณภายในตัวเราได้ พลังปราณส่วนใหญ่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย อีกทั้งพลังปราณยังสามารถถ่ายทอดไปสู่วัตถุ และสถานที่ต่างๆได้ เช่นการปลุกเสกพระเครื่องตลอดจนของขลังต่างๆ รวมทั้งพลังปราณที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆที่เราเคยเข้าไปสัมผัสเป็นต้น     ราศี เกิดจากขบวนการเมตาบอริซึมหรือขบวนการสันดาปให้เกิดพลังงานเมื่อจิตเริ่มนิ่ง รวมถึงพลังงานความร้อนในร่างกาย พลังงานนจล พลังงานศักดิ์ถึงภายในกระดูก ความดันโลหิต ค่าความเป็นกรดด่างในเลือด และปฏิกิริยาอีเลทโตรไลท์ในร่างจนเกิดการเรืองแสงออกมาให้เห็นในรูปแบบของราศีที่ผิวหนัง     รัศมี ทั้งนี้เมื่อฝึกสมาธิกรรมฐานภาวนา จนจิตนิ่ง ดิ่งลึกลงไป ร่างกายจะหลั่งโฮร์โมน endorphin หรือที่เราเรียกว่าฮอร์โมนแห่งความสุข มาปรับสมดุลร่างกายและจะกระตุ้นให้สารอีเลทโตไลท์ สารเคมีในร่างกายทำงานเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มให้พลังปราณหรือรัศมีของเราสูงขึ้น เกิดเห็นเป็นราศีที่บริเวณผิวหนังในเริ่มแรก จากนั้นก็จะเห็นเป็นแสงแผ่ออกเป็นวงรัศมีในรัศมีประมาณ...

คลื่นแสง รังสี คลื่นวิญญาณ รังสีแห่งพรหม

 ในโลกวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับกันว่าสิ่งต่างๆโลกนี้มีเพียง ๒ ชนิดเท่านั้นคือ อนุภาค และคลื่น ความเร็วของคลื่นมีความเร็วเท่ากับแสงคือ ๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ เมตรต่อวินาที และพบว่าอนุภาคสามารถเปลี่ยนไปเป็นคลื่นได้ และคลื่นเองก็แปรกับมาเป็นอนุภาคได้เช่นกัน เทคโนโลยีต่างๆบนโลกใบนี้อยู่พื้นฐานของการใช้ความเร็วแสงทั้งสิ้น แสงเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังโลกของเรา ใช้เวลานานกว่า ๘ นาที แต่ในโลกของวิญญาณนั้นการเดินทางของความคิด ความรัก หรือรังสีวิญญาณนั้นเร็วกว่าแสงมากนัก เรียกได้ว่ากำหนดปุ๊ปก็ถึงดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ในทันที ความเร็วของวิญญาณจึงหลุดขอบเทคโนโลยีปัจจุบัน จึงไม่สามารถมีเครื่องมือใดตรวจจับหรือพิสูจน์คลื่นวิญญาณได้อย่างเปิดเผยด้วยเครื่องมือในปัจจุบัน เรื่องของวิญญาณจึงต้องพิสูจน์จับด้วยวิญญาณของแต่ละคนเอง คือใช้มโนสัมผัสตรวจจับ เรื่องของสิ่งศักย์สิทธิจึงเป็นปัจจัจตัง คือรู้ได้เฉพาะตน เท่านั้น พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาผู้สั่งสอน ให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้อันจะเห็นระบุอยู่ทั่วไปในพระไตรปิฏก การพัฒนารังสีวิญญาณหรือ คลื่นวิญญาณให้ละเอียดจนตรวจจับคลื่นวิญญาณได้ จึงถือเป็นเรื่องท้าทาย การพัฒนาจิตสู่จิตตานุภาพ สู่มโนมยิธิ และสูงสุดสู่อภิญญาญาณ...

การเข้าถึงวิบากกรรม เพื่อชดใช้ด้วยวจีกรรม

 โดยหลังเกิดปฏิสนธิ และปฏิสนธิจิตเริ่มทำงาน จิตจะเริ่มรับรู้หรือผัสสะสิ่งต่างๆจากอายตนะทั้ง ๖ ทั้งจากการฟัง การมอง แต่เมื่อพิจารณาอายตนะทั้ง ๖ แล้ว หากเราต้องการที่จะเจาะลึกจิตให้ถึงระดับวิญญาณ เรียกว่าเจาะให้ถึงวิญญาณด้วยวิธีธรมดาธรรมชาติ การฟังนั้นเห็นจะเป็นวิธีที่ง่ายกว่าวิธีการมองด้วยตาหรือวิธีอื่นๆ โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำในอัครวิธีหรือการใช้ไวพจน์หรือวจีที่ลึกซึ้งกินใจ การพูดไวพจน์ที่ใช้สำนวนโวหารจะทำให้ผู้ฟังเกิดผัสสะแล้วเปลี่ยนเป็นจินตภาพ คิดตามและจินตนาการต่อเนื่อง ก็จะก่อเกิดเป็นสมาธิได้ง่าย ยิ่งเรื่องที่ได้ฟังเป็นเรื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นเรื่องระดับวิญญาณ เช่นเรื่องธรรม เรื่องพุทธประวัติหรือเป็นการเล่นคำคมธรรม โวหารที่ลึกซึงกินใจ สละสรวย หรือสะเทือนอารมณ์  ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นมโนสัญญา อันจะมีโอกาสที่ทำให้จิตผู้ฟังถูกสะกิด หรือกระเทาะล้ำลึกลงไปเร้าอารมณ์ จนเข้าถึงอาเวกในเวทนา จนถึงส่วนลึกสุดของสังขาร และก็จะมีโอกาสลงลึกเข้าไปในระดับจิตใต้สำนึกหรือระดับวิญญาณในระดับเวรกรรมได้ ยิ่งผู้ฟังนั้นมีหูไว ตาไว มีไหวพริบ มีจิตนิ่งระดับวิญญาณตีความแตกฉาน หรือมีกรรมสัมพันธ์กับผู้เล่าด้วยแล้วจะยิ่งเพิ่มโอกาสการเข้าถึงระดับวิญญาณหรือเข้าถึงวิบากกรรมได้เร็วขึ้น เราสามารถชดใช้กรรมกัน...

การชดใช้กรรม การชดเชยกรรมในบุพเพสันนิวาส

โดยปกติคนที่มีกงเกวียนกรรมเกวียน กรรมเก่าเกี่ยวเก่า หากเราไม่มีตัวรู้ในองค์ฌาน องค์ญาณ เราคงไม่มีทางรู้ว่าเราจะต้องชดใช้กรรมกับใครด้วยวิธีไร ยาวนานแค่ไหน การใช้กรรม การชดเชยกรรมให้กันนั้นถือเป็นเงื่อนปมหลักในพรหมลิขิต ซึ่งทุกคนจะต้องเผชิญ แต่น้อยคนนักที่คนเราจะมีตัวรู้ในระดับนี้ บางครั้งการใช้กรรมกลับกลายเป็นไปก่อกรรมทับซ้อนเพิ่มเข้าไปอีก บ้างกับก่อเงื่อนปมใหม่ที่วุ่นวายทับถมเข้าไปมากกว่าชาติก่อนเสียอีก ภูมิธรรมจึงเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐาน เพราะคนที่มีภูมิธรรมอย่างน้อยก็ไม่ไปก่อกรรมก่อเงื่อนปมให้มากขึ้นไปอีก เรื่องของบุพเพสันนิวาสนั้นลึกซึ้งข้ามภพข้ามชาติ จะว่าไปแล้วบุพเพสันนิวาสถือเป็นกุญแจสำคัญของชาติภพแต่มีกี่คนที่ได้แต่งงานกับบุพเพสันนิวาสตัวจริง บ้างก็แต่งไปก่อนกับเจ้ากรรมนายเวร บ้างก็แต่งงานไปก่อนกับคนที่กำหนดเป็นเพียงแค่เพื่อน เนื่องจากเสียท่าเจ้ากรรมนายเวรดลใจจนไขว้เขวกันไปก่อน สำหรับคนที่ได้แต่งงานกับบุพเพสันนิวาสตัวจริงนั้นถือได้ว่าโชคดีมากๆ คนเคยทำบุญทำกรรมร่วมกันมามากรวมนับไม่ถ้วนชาติถึงคราวใช้กรรมก็ใช้ด้วยกัน ถึงคราวรับบุญก็รับด้วยกัน หากไปแต่งกับคนอื่นโอกาสรับบุญก็เลยมีปัญหา มีเงื่อนไข เพราะบุญนั้นๆทำมาด้วยกัน ก็เลยต้อง มารับบุญด้วยกัน คนรักกันอยู่ด้วยกันมาแสงออร่าทั้งสองคนก็เลยจำกันได้ เข้ากันได้ดี หากทำงานก็ควรต้องนั่งใกล้ๆ ควรมีจิตที่ดีต่อกัน กันเวลาอยู่ร่วมกันความรักสะเทือนอารมณ์ไปกระเทาะจิต เร้าลึกถึงวิญญาณเรียกว่า เมื่ออารมณ์รักลึกซึ่งดื่มด่ำจนอาจทะลุไปถึงภวังคจิตของคู่สัญญากรรมได้...

รัก รวย โรค

เรื่องของความรักในพระพุทธศาสนาต่างจากความรักใคร่ทางกิเลสกามอยู่มากนัก เพราะหากเรามีเข้าใจผิดคิดว่าความใคร่คือความรักหรือใช้ความใคร่นำความรักโอกาสตัดสินใจผิดในชีวิตย่อมมีสูง ความรักที่แท้นั้นต้องเกิดมาจากข้างใน หรือจากระดับวิญญาณเป็นหลัก แล้วค่อยมีอารมณ์ มาร่วมทีหลัง เรียกว่าใช้ความรักนำส่วนอารมณ์ใคร่เป็นเพียงสิ่งประกอบเท่านั้น จึงจะเป็นรักที่มีผลต่อพรหมลิขิตในชาติภพ ความรักในพระพุทธศาสนาแท้จริง เทียบได้กับความรักความเมตตา คอยส่งความปารถณาดีให้ซึ่งกันและกัน ปราศจากจิตคิดร้าย ผลประโยชน์แอบแฝง ในพรหมลิขิต ชะตาถูกกำหนดมาต้องมาเผชิญต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค ชีวิตจะรุ่งเรืองมากหรือน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับพรหมลิขิตของแต่ละคน หรือหมายถึงปริมาณบุญเก่าของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันโอกาสแห่งความสำเร็จของแต่ละคนจึงต่างกันด้วย คนที่บุญมากชีวิตย่อมดูสวยงาม ชีวิตสะดวกสบายมีความพร้อมความสุขนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากเราประสงค์ที่จะต่อสู้ชีวิตในชาติภพนี้ของเราจะด้วยการอธิฐานขอหรือด้วยการฉ้อโกงมาจนชีวิตจริงสูงเกินพรหมลิขิตที่กำหนดมา ในขณะที่บุญเรามีอยู่เท่าเดิม ชีวิตเราก็มีโอกาสต้องตกต่ำในด้านอื่นเพื่อชดเชยให้กับเจ้ากรรมนายเวรในชีวิตส่วนที่ได้เกินไป เช่น สุขภาพที่เคยแข็งแรงกับต้องมาอ่อนแอลง เพื่อให้บุญสมดุลกับบาปที่เรามีอยู่นั้น หากเรามีความประสงค์ที่จะให้ชีวิตเราให้สูงกว่าพรหมลิขิตโดยที่ไม่ต้องการให้ชีวิตด้านอื่นทรุด หรือตกต่ำ เราต้องเพิ่มบุญหรือที่เรียกว่าเพิ่มความรัก ความเมตตา เพิ่มสติปัญญาให้รู้แจ้งแทงตลอด เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นหรือที่ว่ารวยขึ้นโดยที่ชีวิตด้านอื่นเช่นสุขภาพไม่ตกลงมา เราก็สามารถชดเชยได้ด้วยการพัฒนาความรักความเมตตาของเราให้สูงที่สุด สู่ความรักความเมตตาระดับอัปมัญญาพรหมไปทดแทน...

พระพรหม เทพเจ้าแห่งความรัก

พระพรหมในศาสนาพราหม์นั้นเราคงเคยพบเห็นรูปภาพ รูปปั้นกันอยู่ทั่วไปตามสถานที่ต่างๆ เราจะเห็นว่ามีสี่พระพักต์ แปดกร พระพรหมจะมีจริงหรือไม่นั้น ในพระพุทธศาสนาเราสามารถพบเรื่องของพระพรหมได้ในพระไตรปิฏก แม้แต่ในพุทธประวัติก็มีกล่าวถึงอย่างชัดเจน ก็คงจะยืนยันได้ว่ามีจริง แต่ความสำคัญของพระพรหมนั้นคงเป็นปริศนา ว่าทำไมพระพรหมจึงเป็นที่ยอมรับนับถือกันมาก และเราสามารถพบรูปจำลองของพระองค์ได้มากที่สุดองค์หนึ่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นที่ทราบกันแต่เพียงว่าพระพรหมเป็นตัวแทนของความรัก เป็นผู้กำหนดพรหมลิขิตชีวิตเรา หลายคนจึงบนบานขอสิ่งต่างๆจากพระพรหม หวังเพียงให้พระพรหมช่วย แท้จริงแล้วหากมองในแง่มุมของพระพุทธศาสนาพระพรหม ๔ หน้า คงเปรียบได้กับพรหมวิหารธรรม ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา คนเรามักยึดติดกราบไหว้เทวรูปจำลองพระพรหมมากกว่าศึกษาให้เข้าถึงพระพรหมว่าพระพรหมคือสิ่งใด  แท้จริงแล้วพระพรหมเป็นรังสีที่มองไม่เห็น ที่เราเรียกว่าพรหมรังสี รูปจำลองของพระพรหมจะมีหรือไม่มีแต่รังสีแห่งพรหมนั้นมีแน่นอน การพัฒนาตัวเราเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อเป็นการนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จในชีวิต นำตัวเองฟันฝ่าเพื่อผ่านพ้นวิบากกรรม การบนบานศาลกล่าวไม่ใช่แนวทางของพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน การพัฒนาตัวเองต่างหากที่เป็นแนวทางของพระพุทธศาสนา...

ศรัทธา และปัญญาในการเข้าถึงพิธีกรรม

ปัจจุบันมีการประกอบพิธีกรรมกันอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ถึงแก่นแท้ของพิธีกรรมว่าทำไมจึงต้องประกอบพิธีกรรม เป็นความจริงที่ว่าพิธีกรรมนั้นมีประโยชน์สำหรับตน ประโยชน์ท่านและประโยชน์ร่วมซึ่งมีความหมายรวมกันหมดทั้งในส่วนของทางนอกและทางใน เพราะทุกครั้งที่ท่านไปร่วมพิธีกรรมต่างๆ เทวดาในขันธ์๕ที่เรียกว่าคนธรรพ์ก็ย่อมร่วมอยู่ในพิธีด้วย นอกจากนี้เราควรอฐิษฐาน อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือวิญญาณนอกขันธ์๕ ที่อาจเป็นเทพยดาภาคต่างๆ รวมทั้งบริวารของคนธรรพ์ ให้เข้ามาร่วมในพิธีกรรมนั้นๆด้วย ในขณะเดียวกันเราควรมีตัวรู้ด้วยว่าในแต่ละพิธีนั้น ความหมายของคำว่า “เหนือสามัญวิสัย” นั้นหมายถึงอะไร มีวิธีการหรือมีความหมายกับกลไกกรรมของเราอย่างไร เกี่ยวพันกับเราและคนที่ไปร่วมงานพร้อมเราแบบไหน และเราสามารถที่จะชดใช้กรรมผ่านการประกอบพิธีกรรมนั้นๆร่วมกันได้อย่างไร  คนส่วนใหญ่ประพฤติปฏิบัติสืบทอดการประกอบพิธีกรรมกันมาจนเป็นประเพณี  แต่ในปัจจุบันหลายคนเริ่มมองว่าการประกอบพิธีกรรมต่างๆนี้เป็นเรื่องของความงมงาย เมื่อมาเกี่ยวพันกับพระพุธศาสนา ดังนั้นจึงทำให้คนมองพระพุทธศาสนาผิดไปจากแก่นของความเป็นจริง อย่างไรก็ตามพิธีกรรมต่างๆก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้  เพื่อให้ผู้คนทั่วไปเห็นเป็นรูปธรรม ทำให้จำง่าย รักษาง่ายไม่สูญหาย และเพื่อคงไว้แห่งผลจากพิธีกรรมให้คงอยู่  อีกทั้งยังเป็นประโยชน์กับพุทธศาสนิกชน ในการปฏิบัติกิจทางศาสนาร่วมกัน เพื่อชดใช้กรรมเก่าเกี่ยวเก่าที่เคยทำมาร่วมกัน ตลอดจนทำให้เป็นการช่วยแก้ไขปัญหาในส่วนของเรื่องที่อยู่ในสิ่ง “เหนือสามัญวิสัย”ไปได้มาก ดังนั้นศรัทธาจึงต้องควบคู่กับปัญญาเสมอ เพราะปัญญาจะทำให้การประกอบพิธีมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด ...