Category: กรรมการเกิด
เรื่องของคนที่เกิดมาหลายภพหลายชาติ
สิ่งแรกที่เราต้องรู้คือการเข้าใจ เมื่อเรายอมรับว่ากรรมมีจริง มีภพชาติจริง ก็คือกงเกวียนกรรมเกวียน กรรมเก่าเกี่ยวเก่า อดีตชาติของเราซึ่งนับไม่ถ้วนชาตินั้น ล้วนเกี่ยวพันกับคนและสิ่งมีชีวิตทั้งนั้น คน ตลอดจนสัตว์เหล่านั้นเคยมาเกี่ยวพันกับเรา ติดค้าง เกี่ยวข้องกับเราในชาตินี้ ด้วยเงื่อนไขใด ซับซ้อนพิศวงเพียงใดเราไม่สามารถทราบได้ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของภพชาติที่เกิดมา คนบางคนเกิดมาน้อยชาติความซับซ้อนของกลไกกรรมยังน้อย ชีวิตของเขาก็ย่อมที่จะผ่านพ้นวิกฤตและสามารถแก้ไขกลไกกรรมได้ไม่ยากนัก คนกลุ่มนี้ได้แก่กลุ่มที่ขอเรียกในที่นี้ว่ากลุ่มที่เทวดาพามาเกิด บุคคลกลุ่มนี้ แค่ประกอบพิธีกรรมธรรมดา ก็ทำให้การ ถอดรหัสกรรม รหัสเวร หรือแก้ปัญหาต่างๆได้ การแก้ปัญหาทำได้ไม่ยากและไม่ซับซ้อน แค่ทำบุญและอุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ชีวิตก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้ คนกลุ่มนี้ชีวิตจึงดูราบเรียบ แต่บุญเก่าที่จะมาส่งเสริมชีวิตก็มักจะมีน้อยอยู่ด้วยเหมือนกัน ตรงกันข้ามกับคนที่เกิดมานับไม่ถ้วนชาติ กลไกกรรมยุ่งยาก ซับซ้อน มีความเกี่ยวโยงหรือเกี่ยวข้องกับคน สัตว์ เทวดา...
กรรมการเกิด
เนื่องจากพระพุทธศาสนาเน้นเรื่องไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา การบอกว่าวิญญาณเที่ยงแท้(นิจจัง) และมีตัวตนถาวร(อัตตา) จึงขัดต่อเรื่อง “ไตรลักษณ์” แท้จริงเป็นเพียงวิบากกรรมเท่านั้นที่มาเกิด แต่ต้องมาผสมผสานกับคนธรรพ์หรือคลื่นพลังงานระดับอารมณ์ มาจุติในเซลปฏิสนธิ การที่เราเกิดมาแล้วมีรูปร่างหน้าตา องคาพยพสวยหรือไม่สวยนั้น ล้วนเป็นสัณญาณกรรมที่ส่งทอดมาทั้งสิ้น ในรูปธาตุพระพุทธเจ้าทรงเรียกสิ่งนี้ว่า กลละ ( อ่านว่า กะละละ) ซึ่งมีขนาดเล็กมากพระพุทธองค์กล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า ให้เอาเส้นผมมาเส้นหนึ่ง(บางตำราระบุว่าเป็นขนจามรี) ผ่าออกเป็นแปดส่วน แล้วนำเส้นผมที่ผ่าแล้วหนึ่งส่วนนั้นไปจุ่มในน้ำมันงา ยกขึ้นแล้วปล่อยให้น้ำมันงาหยดจดเกิดเป็นหยาดสุดท้ายที่ติดอยู่ที่ปลายเส้นผมที่หยดไม่ได้อีกแล้ว นั่นคือขนาดของกลละ ซึ่งภายในกลละยังมีมีลักษณะของ กัมมชรูป ๓ อันหมายถึงรูปที่เกิดเพราะกรรม มีคุณสมบัติดังนี้ ๑. กายทสกะ เป็นตัวกำหนดกรอบรูปทรง หรือลักษณะทางกายภาพในอนาคต ๒. ภาวทสกะ เป็นตัวกำหนดเพศว่าจะให้กลละ...
ศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย
ศาสนาพระศรีอริยเมตไตรยพุทธทำนาย : พระสัพพัญญูทรงทำนายพระสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลพระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูลพระสุบิลเป็นข้อๆพระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูลพระสุบิลเป็นข้อๆเป็นยุคที่จะเหลือแต่คนดีเป็นจำนวนไม่มากนัก ผู้คนมีอายุยืนยาวนาน เป็นยุคที่พระธรรมรุ่งเรืองสุงสุด “การสูญสิ้นไปของร่างกายในชาตินี้ เพื่อไปเกิดเป็นร่างใหม่ในชาติหน้าบ้านที่แท้จริงของเราไม่ใช่บ้านที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ภพมนุษย์เมื่อเทียบเวลากับเวลาที่เราเวียนว่ายตายเกิดนั้นเทียบกันมิได้อย่ามัวยึดติดกับทรัพย์สิน กิเลสตัณหา ลาภยศสรรเสริญ การก่อกรรมเอาเปรียบผู้คน อันจะทำให้วงเวียนชีวิตยิ่งยาวไกล และซับซ้อนต้องเวียนกันมาเกิดใช้หนี้กัน เป็นกงกรรมกงเกวียนหมุนเวียนกันไปเป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุดพระพุทธเจ้ายังใช้เวลาถึง 6 ปีกว่าจะตรัสรู้ เร่งปฏิบัติ หมั่นทำบุญศึกษาธรรมกันตั้งแต่วันนี้ จึงถือเป็นการไม่ประมาท อย่ารอแก่เฒ่าจึงคิดถึงเวลานั้นก็เวลาหมดแล้ว หากชาติหน้าเกิดมาคิดเช่นนี้อีกโอกาสปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมจะถึงเมื่อไร อย่าประมาทว่าชาตินี้ฉันมีทุกอย่างแล้วหากพรุ่งนี้ยากจน หรือชาติหน้าเกิดยากจนขึ้นมาจะทำอย่างไร ควรดำรงชีวิตตั้งอยู่บนความไม่ประมาทเถิด” การทำทานด้วยธรรมถือเป็นการทำทานที่มีอานิสงส์สูงสุด “ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”
